จากข่าวเรื่องของการกำหนดเส้นตาย ให้ชาวกัมพูชา ย้ายออกจากพื้นที่เขตแดนของประเทศไทย ที่วันนี้ แม้จะถึงกำหนดแล้ว แต่ดูเหมือนยังไม่มีการผลักดัน ให้คนกัมพูชา ออกจากพื้นที่ …ขณะที่คนกัมพูชาเอง ก็พยายามเติมคนเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว เหมือนเป็นการยั่วยุ ทางการไทย พร้อมๆ กับการแสดงท่าที การต่อต้าน อย่างออกหน้าออกตา จนทำให้ คนไทยหลายๆ คน รู้สึกหมั่นเขี้ยว กับพวกมั่นหน้า มั่นโหนก ของคนประเทศข้างบ้าน อยากจะรีบผลักดัน คนเหล่านั้น ออกไปให้พ้นๆ สายตา …พร้อมกับ ต่อว่า หน่วยงานของไทย ที่ยังไม่มีท่าที ในการบังคับใช้กฏหมาย ใดๆ กับฝ่ายตรงข้าม แบบเจะ เอาจริงๆ นะ …ก่อนหน้านี้ หลังจากที่แอดมิน เห็นการรายงานข่าว ก็รู้สึก อึดอัด พร้อมพ่นถ้อยคำ ที่แสดงถึงความไม่พอใจ กับสิ่งที่เห็นในข่าว ไปเหมือนกัน แต่พอมาลองนึกทบทวนอีกที ก็รู้ว่า การจะผลักดันคนที่อยู่ฝั่งประเทศข้างบ้าน นั่น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไร เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนพวกนั้น แม้จะดูว่า ไร้สติ […]
จากรายงาน UBS Global อ่านต่อ...
การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ การยกระดับเศรษฐกิจ หรือการรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก หากเปรียบเทียบระหว่างจีนกับไทย ความแตกต่างที่เด่นชัดไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเนื้อหาที่เรียน แต่รวมถึงทิศทาง เป้าหมาย และแรงผลักดันทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ก่อนหน้าที่รัฐบาลไทยในสมัยมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปีพ.ศ. 2518 ยุคนั้น “ภาษาจีน”คือสิ่งต้องห้ามด้านการศึกษา เพราะเป็นภาษาของชาติคอมมิวนิสต์ เป็นของแสลงทางการเมืองที่ห้ามเรียนรู้ห้ามเผยแพร่ แต่เมื่อผ่านไป 50 ปี วันนี้มีสถาบันขงจื่อในประเทศไทยถึง 16 สาขาตั้งอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของไทยทั่วประเทศ ทำหน้าที่เผยแพร่ทั้งภาษาและวัฒนธรรมจีนแก่เยาวชนไทย ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับนานาประเทศทั่วโลกที่ภาษาจีนได้รับการยอมรับที่จะเรียนรู้มากยิ่งขึ้นเมื่อจีนได้ก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก การที่โลกยอมรับภาษาจีนเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของจีนในช่วงเวลา 5 ทศวรรษ แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นคือการพัฒนาด้านระบบการศึกษาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพคนเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมารองรับงานด้านต่างๆในการพัฒนาประเทศ จากชาติเกษตรกรรมโลว์เทค กลายเป็นเกษตรกรรมสมัยใหม่ กลายเป็นชาติอุตสาหกรรมระดับ “โรงงานของโลก” ผลิตสินค้าส่งออก […]อ่านต่อ...
ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา ความหวังของคนกรุงเทพฯ ที่จะได้ใช้รถไฟฟ้าในราคา 20 บาท ตลอดสาย มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ….ด้วยเพราะ เป็นหนึ่งในความคาดหวัง ที่จะมาช่วยลดค่าใช้จ่าย การเดินทางในแต่ละวัน ท่ามกลางสถานการณ์รษฐกิจ ที่เข้าใกล้ “ภาวะข้าวยาก หมากแพง” ไปทุกขณะ ถามว่าเงิน 20 บาท มีค่ามากแค่ไหน? ….ถ้าถามคนที่มีสตางค์ หรือ คนร่ำรวยระดับเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือ อภิมหาเศรษฐี เขาก็คงบอกว่า นี่เป็นเพียงเงินเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายๆ ครั้งดูแทบไม่มีค่า กับพวกเขาเลย แต่สำหรับคนทำมาหากิน อย่างเราๆ ที่เรียกว่า เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ต้องบอกว่า เงิน 20 บาทนั้น มีค่ามากพอ ที่อาจทำให้บางคน มีชีวิตอยุ่ข้ามไปถึงอีกวันหนึ่งเลยก็ว่าได้ และยิ่งเหล่านักการเมือง ออกมาหาเสียง ด้วยการชูประเด็นลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ในราคา 20 บาท ตลอดสาย ก็ถือได้ว่า เป็นจุดที่มาช่วยสร้างความหวัง ให้กับประชาชนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ….เพราะนั่น […]อ่านต่อ...
โซเชียลเดือดทันทีเมื่อปรากฏข่าวว่ารัฐบาลไทยจะเปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ให้มีการค้าขายอีกครั้งหลังการประชุม GBC (การประชุมคณะกรรมการชาวแดนทั่วไป General อ่านต่อ...
ก่อนอื่น ก็ต้องขอแสดงความยินดี ด้วยกับ เสี่ยหนู–อนุทิน ชาญวีรกูล หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 การนั่งตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของเสี่ยหนู ไม่เพียงถือเป็น ความสำเร็จ อย่างที่ตั้งใจไว้เท่านั้น ….แต่ยังถือเป็น ความสำเร็จ ในการจับมือ กับพรรคการเมือง ที่เคยอยู่กฝั่งตรงข้าม อย่างพรรคประชาชน ได้อย่างแนบแน่น ไม่เขอะเขิน อีกด้วย ทว่า…การจับมือดังกล่าว ก็ต้องแลกมาด้วยกับการทำตามข้อตกลง ของพรรคประชาชน ที่จะต้องมีการยุบสภา ภายในระยะเวลา 4 เดือน …ถือเป็นการครองตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ที่สั้นที่สุด ในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ จะว่าไปแล้ว การตัดสินใจ ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกมากับการได้รับการโหวตชื่อ เพื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี อาจไม่ได้มีเป้าหมายแค่เพียงว่า การนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เชื่อว่า น่าจะมีเงื่อนไข หรืออะไรบางอย่าง ซ่อนอยู่อย่างแน่แท้ …ไม่เช่นนั้น หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คงไม่ถึงขนาดต้องร่าง MOA มาเซ็นร่วมกับพรรคประชาชน อย่างแน่นอน จะพิสูจน์ ฝีมือการบริหารประเทศเช่นนั้น […]อ่านต่อ...
การประชุม “องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้” หรือ SCO (Shanghai อ่านต่อ...
ค่อยๆ เข้าใกล้ไตรมาสที่ 4 หรือ ไตรมาสสุดท้ายของปีไปทุกที แต่สถานการณ์เศรษฐกิจ ก็ยังดูเหมือนไม่มีอะไรที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า จะดีขึ้นเลยแม้แต่น้อยเลย …ช่างเป็นปี ที่น่าเศร้ามากที่สุด ก็ว่าได้ …เฮ้อ! น่าใจหายจริงๆ กับสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแต่ ทรุด กับ ทรุด นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ไม่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัย ที่ส่งผลกระทบ กับสถานการณ์เศรษฐกิจ แล้ว การเผชิญหน้า กับประเทศข้างบ้าน ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ ที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยตรง ซึ่งก็รวมถึงการท่องเที่ยวของไทยด้วย เพราะหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ก็ทำให้ นักท่องเที่ยว ยังคงมีความวิตกกังวล ต่อความปลอดภัยของตัวเอง ไม่เพียงแค่นั้น ความไม่มีเสถียรภาพ ทางการเมืองของประเทศไทย ที่ยังไม่รู้ว่า จะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ก็เป็นอีกสาเหตุประการสำคัญ ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศ มีความผันผวนอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน นั่นยิ่ง ทำให้ภาคประชาชนยิ่งต้องประหยัด และเก็บออมมากขึ้น …อะไรที่ไม่จำเป็น ก็ไม่อยากจะควักเงินใช้จ่าย หรือ อะไรที่ประหยัดได้ ก็ต้องประหยัด กันแบบสุดชีวิตทีเดียว ไม่ใช่แค่กระทบ กับการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่การประหยัดและการใช้เงินอย่างมัธยัสถ์มากขึ้น […]อ่านต่อ...
ปุจฉา… ทำไม “อินเดีย”จึงกล้าท้าทายสหรัฐอเมริกา ไม่ยอมถอยต่อคำขู่ขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่หลายประเทศหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพราะไม่ต้องการเผชิญมาตรการลงโทษทางภาษี ทว่าอินเดียไม่เพียงปฏิเสธแต่ยังยืนหยัดในจุดยืนของตนอย่างท้าทายจนถูกจับตาว่าอีกไม่นานอินเดียจะก้าวสู่การเป็น “มหาอำนาจใหม่” บนเวทีโลก วิสัชนา…อินเดียเพิ่งถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีศุลกากรเป็น 50% จากเดิม 25% โดยให้เหตุผลว่ามาจากการเพิกเฉยต่อมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย แต่แท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่เพียงปัญหาพลังงานเท่านั้น หากแต่เป็นเกมยุทธศาสตร์ระหว่างสองขั้วอำนาจ ที่ต่างพยายามรักษาตำแหน่งของตนในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สำหรับอินเดียน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียไม่ใช่ทางเลือกแต่คือความจำเป็นทางเศรษฐกิจ อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก หากหยุดนำเข้าจะสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจในประเทศที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน หรือหากยอมตามแรงกดดันของสหรัฐฯ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะกระทบต่อกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคอุตสาหกรรมของอินเดียที่ยังเปราะบาง นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวชัดว่า “อินเดียจะไม่ยอมเอาความเป็นอยู่ของประชาชนไปแลกกับแรงกดดันจากต่างชาติ” […]อ่านต่อ...
เพิ่งรู้เหมือนกันนะนี่ ว่า คนของ “อังเคิล” ข้างบ้านเรา ,,,นอกจากจะเป็น คนขี้เคลม แล้ว ยังเป็นคน ขี้อวย อีกต่างหาก …งานนี้ บอกเลย ว่า อวยไส้แตก กันเลยทีเดียว ถ้าพูดถึงเรื่องอวย ก็คงไม่ใช่ครั้งแรก ของข้างบ้านหรอกนะ เพราะก่อนหน้านี้ ลูกของอังเคิล ข้างบ้าน ก็แอบอวยกันมาแล้วจ้า …อวย ใครหรือ?? ก็อวยคุณพี่ โดนัลด์ ทรัมป์ เขานะสิ …ครั้งก่อน ก็ทำจดหมาย เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องโต ไปถึง คณะกรรมการรางวัลโนเบล เพื่อสนับสนุน ด้วยการเสนอชื่อ คุณพี่ทรัมป์ เขา เข้ารับรางวัล “โนเบลสาขาสันติภาพ” หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาเป็นคนเรียกร้องให้ กองทัพไทย และ กัมพูชา หยุดยิง เรียกว่า เอาหน้า กันสุดๆ จ้า…. สำหรับลูกของอังเคิล ที่วันๆ ไม่ได้แก้ไขเศรษฐกิจบ้านเมืองของตัวเอง เลย […]อ่านต่อ...
