เปิดด่านให้กัมพูชา ขายหน้าประเทศไทย
โซเชียลเดือดทันทีเมื่อปรากฏข่าวว่ารัฐบาลไทยจะเปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ให้มีการค้าขายอีกครั้งหลังการประชุม GBC (การประชุมคณะกรรมการชาวแดนทั่วไป General Border Committee) ไทย–กัมพูชา ที่นำโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม บางเสียงบอกว่าเปิดด่านเมื่อไรจะมีม็อบออกมา “ไล่หนู”เมื่อนั้นโดยไม่ต้องรอยุบสภาภายใน 4 เดือน และการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคสีน้ำเงินอาจสูญพันธุ์แน่ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กำลังจะทำผิดสัญญาถึง 2 ข้อ เรื่องคนไทยต้องไม่เสียประโยชน์กัมพูชา กับการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และการพนันออนไลน์
ณ ขณะนี้แม้สงครามชายแดนจะสงบ แต่ความคั่งแค้นยังอยู่ในใจคนไทยมากกว่าครึ่งแผ่นดิน กับพฤติกรรมของกัมพูชาที่หาเรื่องรบกับไทยเพียงแค่ต้องการปั่นกระแสรักชาติ มีผู้นำเจ้าเล่ห์สันดานถ่อยอย่างคนตระกูลฮุนปกครองอยู่ หากไม่มีการปักปันชายแดนที่ชัดเจน หากไม่กำราบให้เข็ด หรือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเขมรก็อาจจะเกิดสถานการณ์ซ้ำซากเช่นนี้อีก
ดังนั้นเมื่อทุกวันนี้ผู้นำเขมรบอกเองว่าไม่ต้องการค้าขายกับไทย พึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องการไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต น้ำมัน เลิกบริโภคสินค้าไทย เลิกค้าแรงงานในไทย ถึงขนาดเรียกชาวเขมรนับล้านคนที่เข้ามารับจ้างหรือทำมาค้าขายในไทยกลับบ้าน ออกข่าวขู่จะยึดทรัพย์สินบ้านที่ดิน หากยังมาทำงานให้ฝั่งไทย ดังนั้นฝ่ายไทยจึงไม่จำเป็นต้องเปิดด่านชายแดน สมควรปล่อยให้ชาวกัมพูชาใช้ชีวิตอยู่กับผู้นำที่พวกเขาเชื่อถือ เชื่อฟังและเทิดทูนต่อไป
ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งที่ถูกล้างสมองถูกปิดหูปิดตาจากการเซ็นเซอร์ข่าวสารในประเทศไม่รู้ความจริงในประเทศตนเอง แต่โลกรู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของกัมพูชาเป็นอย่างไร ไม่ต่างจากเนปาล หรือเมียนมา ที่ชนชั้นปกครองไม่กี่ตระกูลมีฐานะร่ำรวยอู้ฟู่ การกินอยู่อิ่มหมีพีมัน ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย บินเที่ยวทั่วโลก ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังอดอยาก กินไม่เคยอิ่ม นอนไม่เคยอุ่น เด็กจำนวนไม่น้อยยังไร้การศึกษา ยามเจ็บป่วยขาดแคลนบริการด้านสาธารณสุข ชีวิตไร้อนาคต เพราะผู้ปกครองใช้นโยบายกดหัวให้โง่ให้จนแล้วยื่นเศษอาหารให้พอประทังชีวิตเพื่อสร้างบุญคุณและความภักดี
วันนี้ชาวกัมพูชา 17 ล้านคนมีคุณภาพชีวิตที่นับวันจะยิ่งถดถอยลง สวนทางกับความร่ำรวยของครอบครัวตระกูลฮุนกับเหล่านักการเมืองนักธุรกิจที่ใกล้ชิดที่มีแต่ความมั่งคั่งยิ่งขึ้นจากทุนต่างประเทศที่เข้าไปดูดซับทรัพยากรของกัมพูชา และจากผลประโยชน์ตอบแทนของขบวนการทุนสีเทาสีดำที่เข้าไปปักหลักทำมาหากินอย่างโจ๋งครึ่มในกัมพูชา ทั้งบ่อนกาสิโนนับร้อย แก๊งสแกมเมอร์ แฮกเกอร์ การพนันออนไลน์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน จนทำให้ประเทศนี้ได้ฉายาใหม่ว่า SCAMBODIA ซึ่งล่าสุดสหรัฐอเมริกาที่ผู้นำกัมพูชาบอกว่าจะเสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ให้รับรางวัลสันติภาพ ได้ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาในเมียนมาและกัมพูชา เท่ากับยืนยันภาพลักษณ์ของกัมพูชาว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงินในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง
คำแถลงของ พล.อ.ณัฐพล เรื่องผลการประชุมGBC ได้สร้างกระแสความไม่พอใจในสังคมไทย เหตุเพราะสาระสำคัญของการเจรจามิได้สะท้อนความแข็งกร้าวเพื่อรักษาอธิปไตย แต่กลับกลายเป็นการ “ผ่อนปรน” เพื่อเปิดด่านชายแดนที่จันทบุรีและตราด พร้อมเหตุผลว่าเพื่อบรรเทาผลกระทบทางธุรกิจ และยังอ้างถึงแรงกดดันจาก “ประเทศที่สาม”ให้ไทยต้องยอมอ่อนข้อ นี่คือจุดที่ถูกตั้งคำถามอย่างเข้มข้นว่าแท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังทำการทูตเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติ หรือเป็นเพียงตัวหมากในกระดานภูมิรัฐศาสตร์ที่ถูกบีบให้จำนน
ข้ออ้างเรื่อง “ประเทศที่สามบีบให้เปิดด่าน” ยิ่งสะท้อนถึงการขาดภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศมหาอำนาจอาจกดดันเพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานหรือผลประโยชน์ของตน แต่สิ่งที่ผู้นำต้องทำคือปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ใช่ใช้ข้ออ้างนั้นมาลดทอนความมั่นใจของประชาชน หากไทยไม่สามารถยืนหยัดต่อแรงกดดันจากภายนอก แล้วจะอ้างได้อย่างไรว่ามีเอกราชทางการเมืองการทูต
พล.อ.ณัฐพล ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นคนของรัฐบาลชุดเก่าที่ล้มเหลวและไม่แข็งแกร่งด้านความมั่นคง การแถลงในลักษณะ “อ่อนข้อ” ทำให้สังคมไทยตั้งคำถามถึงความเป็นมืออาชีพและความกล้าหาญในการปกป้องชาติ เสียงวิจารณ์จำนวนมากชี้ว่าทหารไทยในวันนี้ เห็นแก่พ่อค้า เห็นแก่ประเทศที่สาม มากกว่าเกียรติและศักดิ์ศรีของกองทัพและแผ่นดินไทย
กัมพูชาในยุครัฐบาลตระกูลฮุน แสดงท่าทีกร้าวร้าวต่อไทยมาโดยตลอด ทั้งการใช้อาวุธโจมตีชายแดน การกล่าวหาว่าไทยเป็นผู้ก่อเหตุ การแสดงความกร่าง การประกาศเลิกซื้อไฟฟ้า น้ำมัน อินเทอร์เน็ตจากไทย การสั่งแรงงานกลับประเทศ และที่เลวสุดคือการปล่อย “คลิปเสียงสนทนา”ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร กับอังเคิ้ลฮุนที่มุ่งสร้างความสั่นคลอนทางการเมืองไทยซึ่งได้ผลถึงขั้นล้มนายกฯล้มรัฐบาลไทยซึ่งถือเป็นการแทรกแซงทางการเมืองอย่างร้ายแรง ต่างๆเหล่านี้แทนที่คณะเจรจาของไทยจะหยิบยกมาเรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการ รวมถึงการจ่ายชดเชยความเสียหาย กลับหันไปพูดถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งเท่ากับการยอมรับว่าแค่กัมพูชาพลิกลิ้นเขาก็ประสบผลสำเร็จในการเจรจา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศบางรายเสนอว่า สิ่งที่ไทยควรทำมิใช่การเปิดด่าน หากควรใช้มาตรการเข้มงวดทั้งทางการทหารและการเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงกดดันกลับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรั้วลวดหนามหรือกำแพงตลอดแนวชายแดน การจำกัดการค้าการลงทุน การทบทวนสัญญาซื้อขายพลังงาน ตลอดจนการยกประเด็นละเมิดอธิปไตยเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศเพื่อให้กัมพูชาต้องเผชิญแรงกดดันเช่นกัน แนวทางนี้แม้จะสร้างความตึงเครียดในระยะสั้น แต่ย่อมรักษาศักดิ์ศรีและสร้างสมดุลเชิงอำนาจในระยะยาว
การเมืองอาเซียนเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง องค์กรภูมิภาคนี้มักยึดหลัก “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” แต่ในทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยการใช้ประโยชน์จากความแตกแยกและการพึ่งพิงกันทางเศรษฐกิจ ไทยในฐานะสมาชิกก่อตั้งอาเซียนควรมีบทบาทนำในการกำหนดมาตรฐานความสัมพันธ์ แต่การอ่อนข้อในครั้งนี้กลับสะท้อนว่าไทยเองกำลังตกเป็นฝ่ายตามเกม ไม่สามารถใช้พลังทางเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ของตนเป็นเครื่องต่อรองได้ การเมืองเช่นนี้ไม่เพียงทำลายความมั่นคงของชาติ แต่ยังทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไร้เขี้ยวเล็บในสายตานานาชาติ
ท้ายที่สุด คำถามใหญ่ที่สังคมไทยต้องการคำตอบคือ รัฐบาลและกองทัพกำลังปกป้องผลประโยชน์ของใคร ระหว่างศักดิ์ศรีของประเทศไทย อธิปไตยที่ถูกละเมิด ประชาชนคนไทยที่สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน หรือกลุ่มทุนที่หวังผลกำไรจากการค้า
*****************
