ระบบการศึกษาไทย – จีน ความแตกต่างและห่างชั้น
การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ การยกระดับเศรษฐกิจ หรือการรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก หากเปรียบเทียบระหว่างจีนกับไทย ความแตกต่างที่เด่นชัดไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเนื้อหาที่เรียน แต่รวมถึงทิศทาง เป้าหมาย และแรงผลักดันทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง
ก่อนหน้าที่รัฐบาลไทยในสมัยมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปีพ.ศ. 2518 ยุคนั้น “ภาษาจีน”คือสิ่งต้องห้ามด้านการศึกษา เพราะเป็นภาษาของชาติคอมมิวนิสต์ เป็นของแสลงทางการเมืองที่ห้ามเรียนรู้ห้ามเผยแพร่ แต่เมื่อผ่านไป 50 ปี วันนี้มีสถาบันขงจื่อในประเทศไทยถึง 16 สาขาตั้งอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของไทยทั่วประเทศ ทำหน้าที่เผยแพร่ทั้งภาษาและวัฒนธรรมจีนแก่เยาวชนไทย ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับนานาประเทศทั่วโลกที่ภาษาจีนได้รับการยอมรับที่จะเรียนรู้มากยิ่งขึ้นเมื่อจีนได้ก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก
การที่โลกยอมรับภาษาจีนเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จของจีนในช่วงเวลา 5 ทศวรรษ แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นคือการพัฒนาด้านระบบการศึกษาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพคนเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมารองรับงานด้านต่างๆในการพัฒนาประเทศ จากชาติเกษตรกรรมโลว์เทค กลายเป็นเกษตรกรรมสมัยใหม่ กลายเป็นชาติอุตสาหกรรมระดับ “โรงงานของโลก” ผลิตสินค้าส่งออก และกลายเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม” พัฒนาเทคโนโลยีทันสมัย สร้างหุ่นยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวิภาพ ปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ โดยมีเป้าหมายจะเป็นชาติสังคมนิยมทันสมัยในอนาคตอันใกล้
เปรียบเทียบกับประเทศไทยในช่วง 5 ทศวรรษ ไทยมีการปฏิรูปการศึกษามาแล้วหลายครั้ง แต่เกือบทุกครั้งสะดุดเพราะการเมืองเข้ามาแทรกแซง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมักเปลี่ยนตามรัฐบาลและอายุทางการเมืองเฉลี่ยไม่ยาวพอที่จะผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้าง ทำให้แต่ละชุดนโยบายมีอายุสั้นและขาดความต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น โครงการเรียนฟรี 15 ปี การเน้นภาษาอังกฤษ ต่างถูกหยิบขึ้นมาเป็นจุดขาย แต่ไม่เคยมีการกำกับติดตามอย่างจริงจังว่ามีประสิทธิผลหรือไม่ นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์และฐานเสียง มากกว่าจะวางรากฐานเพื่ออนาคตชาติอย่างแท้จริง
ผลที่ตามมาคือระบบการศึกษาไทยยังคงติดกับดักเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ประเทศไทยมีนักเรียนจำนวนมากที่ได้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาจบมาได้รับปริญญาตรี โท และเอก แต่ส่วนใหญ่ขาดทักษะที่ตรงกับตลาดแรงงาน เด็กจบปริญญาหลายคนตกงานหรือทำงานที่ไม่ตรงสายวิชา ขณะที่จีนแม้การแข่งขันสูงจนเกิดแรงกดดันต่อเยาวชน แต่คนที่ผ่านการคัดกรองและการศึกษาเข้มข้นกลับสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ต้องการแรงงานคุณภาพในสาขาเฉพาะได้ทันที การศึกษาในจีนจึงผูกโยงกับเศรษฐกิจจริงและยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะที่การศึกษาไทยยังผูกโยงกับผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลัก
อีกประเด็นสำคัญคือคุณภาพของครูและอาจารย์ จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ ครูในเมืองใหญ่ได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การอบรมอย่างต่อเนื่อง และถูกวัดด้วยผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเป็นสำคัญ ขณะที่ครูในชนบทก็ได้รับโครงการสนับสนุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แม้จะยังมีช่องว่างอยู่แต่ก็มีทิศทางชัดเจนว่าครูคือกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตชาติ
ต่างจากไทยที่ครูถูกใช้เป็น “แรงงานธุรการ” มากกว่าผู้สอนจริง ระบบราชการกำหนดให้ครูทำเอกสารรายงานมากมายจนเวลาในการพัฒนาการสอนจริงถูกเบียดบังออกไป ยิ่งไปกว่านั้นครูไทยยังถูกบังคับให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องร่วมรับผิดชอบเรื่องทางการเงินของโรงเรียน ซึ่งมีจำนวนหลายรายที่ต้องถูกออกจากราชการหรือติดคุกจากการตรวจสอบพบการทุจริตคอรัปชั่น จึงมีผลกระทบต่อจิตใจและการปฏิบัติหน้าที่
ความมั่นคงทางการเมืองของจีนทำให้สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการสามารถกำหนดหลักสูตรวางแผนสร้างเด็กและเยาวชนเพื่ออนาคตได้ แต่การเมืองไทยที่อายุสั้นไม่เคยกำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาที่สอดคล้องกับอนาคตเศรษฐกิจ แม้จะมีการพูดถึง Thailand 4.0 หรือ เศรษฐกิจดิจิทัล แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถผลักดันให้เด็กไทยเข้าถึงการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงได้จริง โรงเรียนส่วนใหญ่ยังสอนแบบท่องจำ ห้องเรียนจำนวนมากยังไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลที่เพียงพอ ครูจำนวนมากเองก็ยังไม่พร้อมที่จะสอนอะไรที่ทันสมัยเพราะขาดการยกระดับความรู้และทักษะ
เมื่อมองเชิงวัฒนธรรม สังคมจีนมีความเชื่อว่าการสอบคือบันไดสำคัญของการยกระดับสถานะทางสังคม ครอบครัวจีนยอมลงทุนมหาศาลเพื่อส่งลูกเข้าเรียนในสถาบันชั้นนำ จนเกิดปรากฏการณ์กวดวิชาที่รุนแรง เด็กจีนจึงเติบโตมาพร้อมแรงกดดันที่สูง แต่ก็ทำให้พวกเขามีความขยัน อดทน และมุ่งมั่น ขณะที่สังคมไทยแม้ต้องการให้ลูกเรียนดีเรียนเก่ง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช้วิธีสร้างแรงกดดันให้เกิดความเครียดในการเรียนเท่าเด็กจีน การเรียนอย่างสบายๆ และเรียนไปเรื่อยๆ จึงเป็นวิถีไทยที่ห่างไกลจากจีน
สิ่งที่น่ากังวลคือแม้ไทยจะตระหนักว่าคุณภาพการศึกษาเป็นปัญหาเรื้อรัง แต่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล เรื่องการศึกษากลับถูกลดความสำคัญลง หรือถูกใช้เป็นเพียงนโยบายประชานิยมระยะสั้น เช่น การแจกแท็บเล็ตนักเรียนที่ไม่สามารถต่อยอดได้จริง หรือโครงการเรียนฟรีที่เพิ่มโอกาสเชิงปริมาณแต่ไม่เพิ่มคุณภาพเชิงเนื้อหา การขาดวิสัยทัศน์ระยะยาวเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเสียเวลาไปหลายทศวรรษในการพัฒนาคนและทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงเมื่อเทียบกับนานาชาติ หรือแม้แต่ชาติในกลุ่มอาเซียน
หากจะเปรียบเทียบในภาพใหญ่ จีนกำลังใช้การศึกษาเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติ ที่ผูกกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีอนาคต ในขณะที่ไทยใช้การศึกษาเป็นนโยบายทางการเมือง ที่ผูกกับผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มและการสร้างคะแนนนิยมในช่วงสั้นๆ ความแตกต่างนี้ทำให้จีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI และเทคโนโลยีระดับโลก ในขณะที่ไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง และกำลังเผชิญปัญหาว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ที่ไร้งานเพราะไร้ความสามารถในทางปฏิบัติ
ในเวทีโลกจีนถูกหมายหัวจากสหรัฐอเมริกาซึ่งได้ชักชวนพันธมิตรมาร่วมกีดกันและกดดันจีน ดังนั้นรัฐบาลจีนนอกจากต้องแก้ปัญหาเฉพาะแล้วยังมีแผนระยะยาวในการชิงความเป็นเบอร์ 1 ของโลกในทุกด้าน ซึ่งความสำเร็จอยู่ที่การสร้างคนรุ่นใหม่เตรียมบุคลากรที่มีคุณภาพในทุกด้าน แต่ประเทศไทยคงมองใกล้แค่อาเซียน แค่อยู่กับลาว เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย ที่มีพรมแดนติดกันค้าขายกันหรือทะเลาะกันบ้าง จึงไม่จำเป็นต้องคิดยาว หรือวางแผนให้ลึกซึ้งในการสร้างคนเก่ง ทำงานได้จริงเพื่อรองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ต้องแข่งขันกับทั่วโลก เอาแค่เป็นเด็กเรียนดีในห้องและจบมาเป็นพลเมืองดีของชาติก็พอ
จีนสามารถผลักดันการศึกษาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เพราะผู้นำทางการเมืองเห็นตรงกันว่าการศึกษาคือหัวใจของอนาคต ขณะที่นักการเมืองไทยมักเห็นว่าการศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหากประเทศไทยยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนของนโยบายระยะสั้น การปฏิรูปการศึกษาไทยก็จะยังเป็นแค่นโยบายที่ไม่มีวันเป็นจริง
************************
