บริษัท ไอ เฮิร์บ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (iHERB GROUP) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแบบครบวงจร หนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อ่านต่อ...
ทลายซ่องโกงสอบท้องถิ่น! ‘หนู’ กร้าวขายชาติ-ใช้ทฤษฎีผลไม้มีพิษล้างบาง กลายเป็นมหากาพย์คอร์รัปชันที่เขย่าวงการข้าราชการไทยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี สำหรับกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นประจำปี 2568 ที่พัวพันเม็ดเงินมหาศาลกว่า 4,500 ล้านบาท งานนี้ “หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกับเต้น สั่งการเฉียบขาดให้ล้างบางทั้งกระบวนการ พร้อมลั่นวาจา “นี่คือการขายชาติ” และจะใช้ “ทฤษฎีผลไม้มีพิษ” จัดการพวกโกงให้พ้นจากตำแหน่งแม้จะบรรจุไปแล้วก็ตาม ย้อนรอยปฏิบัติการทลายรังแก้คะแนน ชนวนเหตุสำคัญเริ่มปรากฏชัดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ CIB นำกำลังบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี หลังได้รับเบาะแสถึงพฤติกรรมผิดปกติที่มีคนเข้าออกพลุกพล่านพร้อมหอบโน้ตบุ๊กและเอกสารจำนวนมาก ภาพที่ปรากฏต่อสายตาเจ้าหน้าที่คือ “โรงงานนรก” ของขบวนการทุจริต มีข้าราชการและทีมงานรวม 11 คน กำลังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ 18 เครื่อง ขะมักเขม้นกับการแก้ไขคะแนนสอบผ่านระบบหลังบ้านโดยตรงให้กับ “ลูกค้า อ่านต่อ...
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี ในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายน 2569 โดยเห็นว่านโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายยังเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และแม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังเติบโตในระดับต่ำและกระจายตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากต้นทุนด้านอุปทาน ก่อนทยอยลดลงในปีหน้า นายดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน กล่าวว่า กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 จะขยายตัวร้อยละ 2.3 และ 1.8 ตามลำดับ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออก การลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ผลกระทบต่อภาคการผลิตและการท่องเที่ยวต่ำกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม กนง.เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ชะลอตัวและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทยอยสิ้นสุด ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าเฉลี่ยในปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 2.8 และปี 2570 อยู่ที่ร้อยละ 1.4 โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ [&อ่านต่อ...
ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท พร้อมร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท “อนุทิน” สั่งรัฐมนตรีทุกกระทรวงเตรียมข้อมูลรับศึกอภิปรายในสภาฯ ขณะที่การแต่งตั้งบุคลากรทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำยังเดินหน้าควบคู่มาตรการบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำเนียบรัฐบาล – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท พร้อมร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพื่อรองรับการบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีได้กำชับรัฐมนตรีทุกกระทรวงให้เตรียมข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณและร่างกฎหมายโอนงบประมาณ โดยขอให้ใช้เวทีสภาฯ สื่อสารถึงเหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ของการใช้งบประมาณต่อประชาชนอย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมและสะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สำหรับกรอบงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลประชาชนในทุกมิติ ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 10,328 ล้านบาท […]อ่านต่อ...
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พลิกโฉมเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green อ่านต่อ...
ทำเนียบรัฐบาล — คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการ “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” ทุกสายทุกสี กำหนดราคา 17-45 บาท เริ่มใช้เป็นของขวัญปีใหม่ 1 ม.ค. 2570 “พิพัฒน์” กางแผนอัดฉีดงบชดเชยเอกชนปีละหลายพันล้าน พร้อมเปิดดีลใหญ่ระดมทุนผ่านกองทุน TFF สองแสนล้านบาท ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐแบบเบ็ดเสร็จ หวังลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนให้คนกรุง เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน หรือ “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสาย โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่เริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวการเดินทาง ซึ่งผู้โดยสารจะเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว แม้จะเดินทางข้ามระบบหลายสายก็ตาม ทั้งนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมนี้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดจากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ดำเนินการไปแล้วในสายสีม่วงและสายสีแดง โดยในเฟสใหม่นี้จะรวมรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอส และสายสีน้ำเงินของบีอีเอ็ม รวมถึงสายสีเหลืองและสายสีชมพูเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ นายพิพัฒน์ระบุว่า หัวใจสำคัญคือการทำให้รถไฟฟ้าทุกสายกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย [&อ่านต่อ...
ไฟถนน–ไฟทางหลวง–ไฟสาธารณะ ถูกบวกในค่าไฟประชาชนทั่วประเทศ กทม.ใช้สูงสุด 342 ล้านหน่วยต่อปี ขณะรัฐถูกกดดันเปิดโครงสร้างค่าไฟทั้งหมด กระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ไฟทางหลวง และไฟส่องสว่างพื้นที่สาธารณะ ถูกนำไปรวมอยู่ใน “ค่าไฟฐาน” ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมจ่าย คิดเป็นภาระประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย แม้ตัวเลข 10 สตางค์ต่อหน่วยอาจดูไม่มาก แต่เมื่อคำนวณในระดับประเทศกลับกลายเป็นภาระสูงถึงเกือบ 1.9 หมื่นล้านบาทต่อปี จนเกิดคำถามสำคัญว่า ต้นทุนดังกล่าวควรเป็นภาระของผู้ใช้ไฟทั่วประเทศ หรือควรเป็นงบประมาณของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง ข้อมูลการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัด ปี 2566 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจำแนกการใช้ไฟออกเป็น 12 ประเภท พบว่า “ไฟฟ้าสาธารณะ” มีการใช้ไฟรวมกว่า 4,448 ล้านหน่วยต่อปี หากคิดจากอัตราค่าไฟเฉลี่ยปัจจุบัน 3.95 บาทต่อหน่วย จะมีมูลค่าประมาณ 17,567 ล้านบาทต่อปี ซึ่งใกล้เคียงตัวเลขประมาณการ 1.9 หมื่นล้านบาทที่มีการเปิดเผย จังหวัดที่ใช้ไฟฟ้าสาธารณะมากที่สุด คือ […]อ่านต่อ...
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือเฉลี่ยประชากรทุก 5 คน จะพบผู้สูงอายุ 1 คน สะท้อนถึงความท้าทายด้านการดูแลคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางการเงินของประชาชนหลังเกษียณ ทั้งนี้ แม้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีศักยภาพในการดำเนินชีวิตและสร้างคุณค่าให้สังคม แต่ปัญหาสำคัญที่ต้องเผชิญคือรายได้ที่ลดลงหลังออกจากงานประจำ ควบคู่กับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามวัย ส่งผลให้การวางแผนทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญมากขึ้น โดยบทบาทของตัวแทนประกันชีวิตในปัจจุบันไม่ควรเป็นเพียงผู้ขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย แต่ต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษาและเป็นผู้นำพาชีวิตของประชาชนให้มีความมั่นคงมากขึ้น ผ่านการออกแบบและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณ “โจทย์ใหญ่คือการทำให้คนไทยหลังเกษียณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยประเทศได้มาก เพราะภาระจะไม่ตกอยู่กับลูกหลานหรือรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากมีระบบประกันชีวิตคอยดูแล”นายเอกนิติ กล่าว นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึง ChatGPT ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรมในช่วง 3อ่านต่อ...
บริษัท มิซูโน เอแพค (ประเทศไทย) จำกัด แบรนด์กีฬาชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การจัดจำหน่ายของ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1906 และมีประวัติในการพัฒนาอุปกรณ์กีฬา เครื่องแต่งกาย และนวัตกรรมด้านกีฬาอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 120 ปี มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีคุณภาพระดับสากล ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งนักกีฬามืออาชีพ และผู้ใช้งานทั่วไป จึงทำให้ มิซูโน (Mizuno) ไม่ใช่แค่แบรนด์อุปกรณ์กีฬา แต่คือสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือที่พร้อมผลักดันศักยภาพของนักกีฬาให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองไปสู่เป้าหมาย ตามแนวคิด“Reach อ่านต่อ...
เนสกาแฟ เรดคัพ กาแฟผงสำเร็จรูปอันดับ 1 ในประเทศไทยของเนสท์เล่ ประกาศความสำเร็จของการจัดงาน “เนสกาแฟ รัน หาดใหญ่ 2026” เดินหน้าขยายกิจกรรมวิ่งระดับภูมิภาค ภายใต้แคมเปญ “เช้าดีๆ แค่มีเนสกาแฟ เรดคัพ” รวมพลคอกาแฟสายวิ่งกว่า 3,000 คน มาร่วมกิจกรรมสร้างปรากฏการณ์คืนเช้าดีๆ ให้เมืองหาดใหญ่ ด้วยการมอบรายได้จากค่าสมัครวิ่งโดยไม่หักค่าใช้จ่ายกว่า 1,312,920 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำท่วมในปี 2568 พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวหาดใหญ่ กิจกรรม “เนสกาแฟ รัน หาดใหญ่ 2026” ได้รับการตอบรับจากคอกาแฟสายวิ่งเข้าร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลามกว่า 3,000 คน โดยรวมระยะทางการวิ่งสะสมทั้งหมดของแคมเปญนี้กว่า 14,356 กิโลเมตร นอกจากนี้ สื่อโฆษณากิจกรรมยังเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 17 ล้านคน และมียอดวิวรวมกว่า 21.5 ล้านวิว พร้อมสร้างยอดการมองเห็น (Eyeballs) รวมกว่า 9.6 ล้านครั้ง และสื่อสารผ่านสปอตวิทยุกว่า 1,500 สปอต […]อ่านต่อ...
