Alt text : โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) ความกังวลและความเครียดเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ที่เกิดขึ้นได้เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อไรก็ตามที่ความรู้สึกเหล่านั้นมีมากเกินไป ควบคุมไม่ได้ และเกิดขึ้นอย่างยาวนานต่อเนื่อง สิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) ซึ่งเป็นภาวะทางจิตเวชที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกังวลไม่หยุดจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต การทำความเข้าใจสาเหตุและรู้วิธีรับมือจะช่วยให้สามารถดึงตัวเองออกจากความเครียดและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง โรควิตกกังวลทั่วไปคืออะไร เกิดจากอะไร นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์จากโรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) อธิบายไว้ว่า โรควิตกกังวลทั่วไป หรือ Generalized Anxiety Disorder เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ผู้ที่เผชิญกับภาวะนี้จะมีระดับความกังวลสูงกว่าคนทั่วไปอย่างต่อเนื่องในหลายเรื่องพร้อมกัน ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมความคิด หรือปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น การทำงานของสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล ปัจจัยทางพันธุกรรมที่มีบุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคทางจิตเวช การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดตลอดเวลา การเลี้ยงดูในวัยเด็ก หรือการเคยเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง นอกจากนี้การใช้สารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำยังเป็นตัวกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ความกังวลปกติ แตกต่างจาก โรควิตกกังวลทั่วไป อย่างไร ความกังวลปกติมักเกิดขึ้นตามสถานการณ์ เช่น ก่อนสอบ ก่อนสัมภาษณ์งาน หรือช่วงมีปัญหาชีวิต และเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ความกังวลก็มักค่อย ๆ ลดลง แต่สำหรับผู้ป่วย […]
เมื่อเร็วๆ นี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งที่ 18 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นสุขภาพแม่และเด็กที่มีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุขไทย โดยมีบุคลากรด้านสาธารณสุขจากทั่วประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมงาน ในโอกาสเดียวกันนี้ ดานอน ประเทศไทย ในฐานะภาคเอกชนที่ทำงานสนับสนุนประเด็นสุขภาพเด็กและการป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron อ่านต่อ...
โรคภูมิแพ้ (Allergy) ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหากเป็นแล้วจะต้องทนอยู่กับอาการนี้ไปตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบัน มีการรักษาด้วย “วัคซีนภูมิแพ้” ซึ่งเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้โดยตรง ทำให้สามารถลดอาการของโรคและเพิ่มโอกาสในการหายขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์ รอดสวาสดิ์ อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะภูมิแพ้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองไวต่อสารบางชนิดมากผิดปกติ โดยเกิดความผิดพลาดในการสร้างอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin อ่านต่อ...
WE Society ยกระดับสู่ อ่านต่อ...
ดันระบบ Cold Chain อ่านต่อ...
เมื่อพูดถึงการผ่าตัดกระดูกสันหลัง หลายคนมักเกิดความกังวลและนึกภาพไปถึงการผ่าตัดใหญ่ที่น่ากลัว ต้องพักฟื้นนาน และเสี่ยงต่อการเดินไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกรูปแบบการผ่าตัดแบบใด ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดกระดูกสันหลัง เพราะการเตรียมร่างกายให้พร้อม จะช่วยลดความวิตกกังวล และการผ่าตัดผ่านไปได้อย่างราบรื่น ทำไมการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนผ่าตัดกระดูกสันหลังถึงสำคัญ? การเตรียมร่างกายและจิตใจก่อนเข้าห้องผ่าตัด ไม่ใช่แค่ขั้นตอนที่เป็นแบบแผนของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการรักษา การเตรียมตัวที่ดีมีข้อดีและประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยมากมาย ทั้งช่วยลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน การตรวจเช็กสุขภาพอย่างละเอียด แจ้งโรคประจำตัว และการงดยาบางชนิด จะช่วยให้วิสัญญีแพทย์และศัลยแพทย์วางแผนควบคุมความดันโลหิต การแข็งตัวของเลือด และระบบหายใจระหว่างผ่าตัดได้อย่างปลอดภัยสูงสุด อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวไว กลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ซึ่งร่างกายที่ได้รับการเตรียมพร้อมมาอย่างดี ทั้งการพักผ่อนเต็มที่และการงดสารเสพติด จะมีกระบวนการสมานแผลและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่มีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากเรื่องร่างกาย การเตรียมพร้อมด้านจิตใจ ลดความกังวล จะช่วยลดความเครียด ซึ่งความเครียดที่ลดลงนี้ส่งผลดีต่อการตอบสนองต่อยาสลบและการฟื้นตัวหลังตื่นขึ้นมา คู่มือเตรียมตัวก่อนผ่าตัดกระดูกสันหลัง เตรียมร่างกายให้พร้อม ต้องทำอย่างไรบ้าง? เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามแนวทางการเตรียมตัวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อม ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. การประเมินสุขภาพเชิงลึกและปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ก่อนถึงวันผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการตรวจประเมินร่างกายอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์ประเมินความพร้อมและวางแผนการรักษา ผู้ป่วยต้องแจ้งประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร โรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ) รวมถึงประวัติการผ่าตัดในอดีตให้แพทย์ทราบอย่างครบถ้วน 2. การจัดการเรื่องยาและอาหารเสริม ยาและอาหารเสริมบางชนิดมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด […]อ่านต่อ...
อาการตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกระบมล้าที่หลังส่วนล่าง แขนขาตึงพะรุงพะรัง ราวกับไม่ได้นอนพักผ่อนมาทั้งคืน เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าร่างกายกำลังประท้วง หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่เก้าอี้ทำงานที่ไม่ซัพพอร์ตสรีระหรือท่านั่งออฟฟิศซินโดรม แต่กลับมองข้ามความจริงที่ว่าเราใช้เวลา 1 ใน 3 ของแต่ละวันอยู่บนที่นอน ความเชื่อเดิมๆ ที่บอกต่อกันมาว่าคนปวดหลังต้องนอนเบาะกระด้างหนาๆ เท่านั้น กลายเป็นกับดักชิ้นใหญ่ที่ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งตัวทำงานหนักตลอดทั้งคืนแทนที่จะได้ทิ้งตัวผ่อนคลาย การทำความเข้าใจกลไกสรีระยามค่ำคืนจะช่วยให้เราเลือกเพื่อนร่วมเตียงชิ้นนี้ได้อย่างถูกต้อง และสามารถตัดวงจรอาการปวดหลังเรื้อรังยามเช้าให้จบลงได้อย่างเด็ดขาด จุดสมดุลของกระดูกสันหลังและกับดักความเชื่อเรื่องความแข็งของเบาะ ทางการแพทย์ระบุไว้ชัดเจนว่า แนวกระดูกสันหลังของมนุษย์ยามนอนหลับควรอยู่ในระนาบเส้นตรงขนานกับพื้นคล้ายกับตอนที่เรายืนทรงตัวตรงอย่างเป็นธรรมชาติ การเลือกที่นอนที่แข็งเกินไปจะทำให้เกิดแรงกดทับอย่างรุนแรงบริเวณจุดปะทะหลักอย่างสะโพกและหัวไหล่ ในขณะที่แผ่นหลังส่วนล่างลอยเคว้งไม่มีวอลลุ่มวัตถุมารองรับ ส่งผลให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวต้องเกร็งตัวตลอดคืนเพื่อพยุงแนวกระดูกไว้ ในทางกลับกัน หากเบาะนุ่มนิ่มจนเกินไป สะโพกซึ่งเป็นส่วนที่หนาแน่นและหนักที่สุดของร่างกายจะจมดิ่งลงจนกระดูกสันหลังโค้งงอคล้ายเปลญวน การเลือกความแน่นระดับพอดีหรือ Medium-Firm ที่สามารถกระจายแรงกดทับอย่างสมดุลจึงเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพหลัง นวัตกรรมการแบ่งโซนรองรับน้ำหนักที่สอดรับกับแต่ละส่วนของสรีระ โครงสร้างร่างกายของแต่ละคนมีน้ำหนักในแต่ละจุดไม่เท่ากัน แผ่นหลังและสะโพกต้องการการพยุงที่แน่นและเสถียรกว่าบริเวณศีรษะหรือช่วงขา นวัตกรรมของที่นอนยุคใหม่จึงเปลี่ยนจากแผ่นโฟมธรรมดามาเน้นระบบ Comfort อ่านต่อ...
เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝน หลายบ้านอาจเริ่มกังวลเรื่องน้ำขัง ยุงชุก และโรคที่มากับยุง โดยเฉพาะ “โรคไข้เลือดออก” ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเด็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถป่วยได้เช่นกัน หากถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีกัด สิ่งสำคัญคือ โรคไข้เลือดออกในช่วงแรกอาจดูคล้ายไข้หวัดหรือไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนชะล่าใจ คิดว่าพักผ่อนหรือกินยาลดไข้ก็หาย แต่ในบางรายอาการอาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด บทความนี้จะพาไปรู้จักอาการของโรคไข้เลือดออก วิธีดูแลเบื้องต้น และการป้องกันที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน โรคไข้เลือดออกเกิดจากอะไร ? โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายไปกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อในกระแสเลือด แล้วมากัดคนอื่นต่อ ก็สามารถแพร่เชื้อได้ ยุงลายมักออกหากินในเวลากลางวัน และชอบวางไข่ในภาชนะที่มีน้ำขังใส เช่น แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ถังน้ำ หรือภาชนะที่วางทิ้งไว้รอบบ้าน แม้โรคไข้เลือดออกจะพบได้ตลอดปี แต่ช่วงหน้าฝนมักเป็นช่วงที่ต้องระวังมากขึ้น เพราะมีแหล่งน้ำขังเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ หากไม่ได้กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างสม่ำเสมอ จำนวนยุงลายก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการโรคไข้เลือดออกที่ควรสังเกต อาการของโรคไข้เลือดออกมักเริ่มจากไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง บางรายอาจมีอาการเบื่ออาหาร หน้าแดง หรือตัวร้อนมากกว่าปกติ องค์การอนามัยโลกระบุว่า อาการที่พบได้ในผู้ป่วยเดงกี […]อ่านต่อ...
สยามเป็นหนึ่งในย่านใจกลางเมืองที่รวมทั้งออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา คาเฟ และแหล่งไลฟ์สไตล์ไว้ในพื้นที่เดียว จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมองหาคลินิกทำฟันแถวสยามเพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นการขูดหินปูน อุดฟัน จัดฟัน ฟอกสีฟัน รักษารากฟัน หรือทำทันตกรรมเพื่อความสวยงาม อย่างไรก็ตาม การเลือกคลินิกทำฟันไม่ควรดูแค่ความใกล้หรือเดินทางง่ายเท่านั้น เพราะสุขภาพช่องปากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความสะอาด ประสบการณ์ของทันตแพทย์ และแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน บทความนี้จึงจะพาไปดูแนวทางเลือกคลินิกทำฟันในย่านสยามให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องคุณภาพ ความสะดวก และความสบายใจ ทำไมหลายคนเลือกคลินิกทำฟันแถวสยาม ? หนึ่งในเหตุผลหลักที่คนเมืองนิยมเลือกคลินิกทันตกรรมในย่านสยาม คือเรื่องการเดินทางที่สะดวก สยามเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของรถไฟฟ้า BTS ทำให้คนที่ทำงานหรือเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถแวะทำฟันก่อนเข้างาน ช่วงพักกลางวัน หลังเลิกงาน หรือวันหยุดได้ง่าย โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล นอกจากนี้ ย่านสยามยังเหมาะกับคนที่มีตารางชีวิตแน่น เพราะสามารถรวมหลายกิจกรรมไว้ในทริปเดียว เช่น ทำฟัน นัดเพื่อน รับประทานอาหาร ซื้อของ หรือทำธุระส่วนตัว จึงช่วยให้การดูแลสุขภาพช่องปากกลายเป็นเรื่องที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ประจำวันมากขึ้น บริการทันตกรรมที่มักได้รับความนิยมในย่านสยาม คลินิกทำฟันแถวสยามมักมีบริการทันตกรรมหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของคนหลายกลุ่ม ตั้งแต่วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้ที่ต้องการดูแลรอยยิ้มเพื่อเสริมบุคลิกภาพ ขูดหินปูนและตรวจสุขภาพฟัน การขูดหินปูนเป็นบริการพื้นฐานที่ควรทำเป็นประจำ เพราะช่วยลดคราบหินปูน กลิ่นปาก และความเสี่ยงของโรคเหงือก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่อง […]อ่านต่อ...
อาการเจ็บคอจนกลืนน้ำลายลำบากเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน และหนึ่งในตัวการหลักที่มักจะถูกนึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ซึ่งสร้างความทรมานและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตไม่น้อย คำถามยอดฮิตที่ตามมาเสมอเมื่อเริ่มมีอาการระคายเคืองคอก็คือทอนซิลอักเสบหายเองได้ไหมหรือว่าจำเป็นต้องรีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที บทความนี้มีคำตอบและแนวทางในการสังเกตอาการอย่างละเอียดเพื่อให้คุณสามารถประเมินและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องแม่นยำ สาเหตุของโรคที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้นรักษา การจะรู้ว่าต่อมทอนซิลที่กำลังอักเสบอยู่นั้นจะสามารถทุเลาลงได้เองหรือไม่ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน เนื่องจากอาการอักเสบของต่อมทอนซิลสามารถเกิดขึ้นได้จากทั้งการติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งความแตกต่างของเชื้อโรคนี้เองที่เป็นตัวกำหนดสำคัญว่าทอนซิลอักเสบหายเองได้ไหม ? หากเป็นการติดเชื้อที่มาจากไวรัส ซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ในผู้ป่วย อาการมักจะไม่รุนแรงและสามารถหายดีได้เองตามกลไกธรรมชาติของภูมิคุ้มกันร่างกาย แต่หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการมักจะรุนแรงกว่า มีไข้สูง และจำเป็นต้องได้รับยารักษาเฉพาะทางเพื่อกำจัดเชื้อให้หมดไป สังเกตอาการอย่างไรว่าร่างกายสามารถจัดการได้เอง สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บคอและกำลังสงสัยว่ากรณีของตนเองนั้นทอนซิลอักเสบหายเองได้ไหมให้ลองสังเกตอาการร่วมอื่น ๆ หากคุณมีอาการเจ็บคอควบคู่ไปกับการมีน้ำมูกใส ๆ มีอาการไอ เสียงแหบ หรือมีไข้ต่ำ ๆ และเมื่อส่องกระจกดูในลำคอแล้วพบว่าต่อมทอนซิลบวมแดงขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่มีจุดหนองสีขาว อาการลักษณะนี้มักมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งร่างกายของคุณสามารถต่อสู้และฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้เอง เพียงแค่ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายสนิทภายในระยะเวลาประมาณ 7 ถึง 10 วัน แนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้านเพื่อความรวดเร็วในการฟื้นตัว เมื่อเริ่มมีสัญญาณเตือนของการอักเสบ การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องจะช่วยบรรเทาความทรมานและช่วยให้กระบวนการฟื้นฟูของร่างกายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ ควรเลือกดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องบ่อย ๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในลำคอและลดการระคายเคือง กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ การนำเกลือแกงผสมน้ำอุ่นมากลั้วคอจะช่วยทำความสะอาดและลดการสะสมของเชื้อโรคในช่องคอได้เป็นอย่างดี นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานได้ดีที่สุดเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ควรงดอาหารรสจัด ของทอด […]อ่านต่อ...
