สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

columnist

Maxim เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ยกระดับพื้นที่สาธารณะและมาตรฐานสุขอนามัยในตลาดทั่วไทย

– Maxim เดินหน้าขยายโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ มุ่งยกระดับพื้นที่สาธารณะและส่งเสริมมาตรฐานด้านสุขอนามัยในตลาดค้าปลีก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด เป็นระเบียบ และปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และชุมชน พร้อมช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจผ่านการสนับสนุนอุปกรณ์และให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการในปี 2565 ควบคู่กับการเปิดให้บริการของ Maxim ในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนขยายสู่เกือบทุกพื้นที่ที่แพลตฟอร์มเปิดให้บริการ ปัจจุบันมีองค์กรและผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,000 แห่ง ครอบคลุมร้านอาหาร โรงแรม ผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ สถาบันการศึกษา ตลอดจนร้านค้าในตลาดอาหารและตลาดเสื้อผ้าทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ อ่านต่อ...

ป.ป.ช. เชือดโกงสอบ 4.5 พันล้าน

เชือด 2 อธิบดี! ล้างบาง ‘ศัลยกรรมคะแนน’ โกงสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน ป.ป.ช. ฟัน 6 พันชื่อ-ลุ้นล้างไพ่ยกแผง กลายเป็นมหากาพย์ทุจริตที่เขย่าอาคารคลองหลอดจนสั่นคลอน เมื่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ยกระดับคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นปี 2568 ขึ้นเป็น “คดีพิเศษ” หลังหลักฐานมัดแน่นว่ามีการทำกันเป็นขบวนการใหญ่ โยงใยตั้งแต่ระดับบิ๊กข้าราชการยันนายหน้าหน้าเลือด สะพัดเม็ดเงินนอกระบบสูงถึง 4,500 ล้านบาท ความฉาวโฉ่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเลขความเสียหายที่น่าตกใจ แต่พยานหลักฐานยังลากไส้ไปถึงผู้บริหารระดับสูง โดยปรากฏชื่อ 2 อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คือ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ และ นายธีรุตม์ ศุกวิบูลย์ผล เข้าไปพัวพันในสำนวนการไต่สวน นอกจากนี้ยังมีชื่อของ นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ภรรยาของกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวต้องขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีเพื่อความโปร่งใส ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขยายผลจากฐานปฏิบัติการลับใน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ที่ถูกใช้เป็นโรงงาน “ศัลยกรรมคะแนน” โดยเจ้าหน้าที่บุกรวบข้าราชการและพวกกว่า 10 คน ขณะกำลังใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์แก้ไฟล์ภาพสแกนกระดาษคำตอบให้ลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินวิ่งเต้น นี่ไม่ใช่เพียงการโกงข้อสอบธรรมดา […]อ่านต่อ...

ชี้ 5 ข้อจำกัดงบฯ ปี 70 ทำเศรษฐกิจโตยาก หนุนรัฐ ‘ปฏิรูปภาษี-รื้อระบบราชการ’ คุมรายจ่าย-หารายได้เพิ่ม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เปิด 5 ข้อจำกัด “งบประมาณปี 70” ทำเศรษฐกิจติดกับดักโตยาก พร้อมชงรัฐเร่งปฏิรูประบบภาษี “ขยายฐานภาษี – ลด/ยกเลิก ลดหย่อน/ยกเว้นภาษีบางประเภท – เพิ่มแหล่งรายได้ใหม่” รวมถึงรื้อโครงสร้างราชการครั้งใหญ่ “ใช้ระบบอัตโนมัติแทนคน – ยุบเลิกตำแหน่งไม่จำเป็น – ขจัดงบประมาณซ้ำซ้อน – ใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด” เพื่อเพิ่มรายได้ คุมรายจ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพ            ผศ. ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่เพิ่งผ่านวาระแรกไปนั้น สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาลในหลายด้าน ได้แก่ 1. งบฯ ภาพรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ซึ่งน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 1% 2. รายจ่ายประจำขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกินพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ไปถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ โดยเพิ่มจากปี 2569 ถึง 5% อีกทั้งรายจ่ายประจำหลายส่วนยังตัดทอนได้ยาก เช่น เงินเดือน/ค่าจ้างบุคลากร ฯลฯ งบฯ ลงทุน คิดเป็น 20.8% ของวงเงินงบประมาณ ลดลงกว่า 7 หมื่นล้านบาทจากปี 2569หรือลดลง 8.4% ซึ่งส่งผลให้งบฯ ที่จะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการขับเคลื่อนประเทศมีน้อยไปด้วย 4. ขณะที่รายได้ของประเทศกลับโตช้า จึงต้องจัดทำงบฯ แบบขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีขนาดที่ลดลงจากปี 2569 ก็ตาม โดยมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 7.88 แสนล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีขนาดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนแตะระดับสูงสุดที่ 151,200 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 ทำให้พื้นที่ทางการคลัง ที่จะนำงบฯ ไปใช้พัฒนายิ่งหดตัวเข้าไปอีก และ 5. ด้านงบฯ พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังเป็นเรื่องของการจัดซื้อ ส่งผลให้สัดส่วนงบฯ ที่จะนำไปใช้ในการอุดหนุนการวิจัย หรือสร้างนวัตกรรมขั้นสูงมีจำกัด            “ถ้าไทยยังมีโครงสร้างงบประมาณลักษณะนี้ ก็จะไม่สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปได้ [&อ่านต่อ...

เดินหน้าสร้างมรดกสีเขียว “ICC Green Legacy” ผนึกกำลัง “ทัพเรือภาคที่ 1” ร่วมเก็บขยะชายหาด อนุรักษ์ทะเลไทย

บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อน โครงการ “ICC Green อ่านต่อ...

วุฒิสภาจัดงานแถลงผลงานในโอกาสครบรอบ 2 ปี ครอบคลุม 4 เสาหลักการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 นาฬิกา ณ ห้องริมน้ำ 102-104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา จัดแถลงผลงานวุฒิสภา ภายใต้ชื่องาน “2 ปีวุฒิสภา ภารกิจเพื่อประชาชน” เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานของวุฒิสภาให้ประชาชนได้รับทราบในโอกาสที่วุฒิสภาจะปฏิบัติหน้าที่ครบรอบ 2 ปี ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสื่อมวลชนเข้าร่วม ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ได้ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงานภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบ โดยประธานวุฒิสภาได้แถลงถึงการดำเนินงานในการทำหน้าที่ประธานในการประชุมวุฒิสภา การประชุมร่วมกันของรัฐสภา […]อ่านต่อ...

ครม.เชือดทิ้งงาน! ขึ้นแบล็กลิสต์ 10 ปี

“อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะไฟเขียวแก้กฎจัดซื้อจัดจ้าง สกัดผู้รับเหมาสร้างความเสียหายรัฐ อนุมัติปรับเครื่องแบบทหารรักษาพระองค์ เดินหน้า OECD ดัน Tomorrowland กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมรุกปราบธุรกิจนอมินี–เปิดด่านสะเดาใหม่ ทำเนียบรัฐบาล – ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม มีมติเห็นชอบหลายวาระสำคัญ ทั้งการยกเครื่องกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปิดช่องโหว่บริษัททิ้งงาน รวมถึงการปรับปรุงเครื่องแบบทหารรักษาพระองค์ การเร่งผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (อ่านต่อ...

ผ่าระบบราชการ! เขย่า 3 ล้านชีวิต

รัฐบาลลุยปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ หวังสกัดงบรายจ่ายประจำบานปลาย เตรียมเปิดโครงการเออร์ลีรีไทร์ปี 2570 โละตำแหน่งธุรการ–เสมียน ใช้ AI ทำงานแทน ศึกษารื้อสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการใหม่เข้าสู่ระบบประกันสุขภาพ ปกรณ์” ปิดประตูขยายอายุเกษียณ 60 ปี ชี้ต้องเปิดทางคนรุ่นใหม่ ขณะที่ฝ่ายค้านชี้ระบบราชการไทยอุ้ยอ้าย–ติดกับดักอุปถัมภ์ จี้ผ่าตัดทั้งโครงสร้างก่อนประเทศเสียโอกาส หากมองถึงการปฏิรูประบบราชการที่ถูกพูดถึงมานานหลายรัฐบาล กำลังจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นวาระสำคัญอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณเดินหน้า “ลดขนาดรัฐ” อย่างจริงจัง ภายใต้เหตุผลว่าฐานะการคลังของประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากงบประมาณรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร สวัสดิการรักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ ซึ่งกินสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของรายจ่ายประจำทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายบริหารประเมินว่า หากปล่อยให้ขยายตัวต่อไปโดยไม่มีการปฏิรูป ย่อมทำให้รัฐบาลในอนาคตมีพื้นที่ใช้งบประมาณเพื่อการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาประเทศ และการดูแลประชาชนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิด “ผ่าตัดใหญ่” ระบบราชการไทย ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงลดจำนวนคน แต่รวมถึงการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และระบบสวัสดิการที่ใช้มาเป็นเวลาหลายสิบปี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ประกาศทิศทางการปฏิรูปอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ Early อ่านต่อ...

แฉพิรุธสอบท้องถิ่น! สะเทือน 5 พันเก้าอี้

มหาดไทยเปิดปมร้อนสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น หลังตรวจสแกนกระดาษคำตอบพบคะแนนประกาศผลไม่ตรงกับข้อมูลต้นฉบับหลายพันราย จากผู้ได้รับการบรรจุกว่า 1.5 หมื่นคน “อนุทิน” ระบุหากพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริตต้องเพิกถอนการบรรจุ เรียกคืนเงินเดือนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่ “ปกรณ์” นั่งหัวโต๊ะสอบข้อเท็จจริง ขีดเส้น 30 วันสรุปผล พร้อมเสนอชุดมาตรการปิดช่องโหว่การสอบแข่งขันภาครัฐ กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อระบบสอบแข่งขันภาครัฐ เมื่อกระทรวงมหาดไทยเปิดฉากตรวจสอบผลการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 หลังพบข้อผิดปกติของคะแนนสอบที่อาจกระทบต่อผู้ได้รับการบรรจุหลายพันราย จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับรัฐบาล และขยายผลไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบ ชนวนของเรื่องเริ่มจากการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นำไฟล์ภาพกระดาษคำตอบ ซึ่งจัดเก็บไว้เป็นหลักฐาน มาตรวจสอบเปรียบเทียบกับคะแนนที่ประกาศผลอย่างเป็นทางการของผู้ได้รับการบรรจุใน 3 กลุ่มแรก รวม 15,520 ราย ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีผู้ได้รับการบรรจุประมาณ 4,200-5,000 ราย ที่คะแนนตามประกาศผลไม่ตรงกับข้อมูลในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบ ส่งผลให้กระทรวงมหาดไทยเร่งตรวจสอบว่าความคลาดเคลื่อนดังกล่าวเกิดขึ้นจากขั้นตอนใด และมีผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ แหล่งข่าวในกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ความแตกต่างของข้อมูลในสัดส่วนดังกล่าวถือเป็นประเด็นที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพราะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบสอบแข่งขัน และอาจส่งผลต่อสิทธิของผู้เข้าสอบจำนวนมาก นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า ข้อมูลที่ตรวจพบเป็นความผิดปกติที่มีนัยสำคัญ และจำเป็นต้องตรวจสอบทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดสอบ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจน ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หากผลการตรวจสอบพิสูจน์ได้ว่ามีการแก้ไขคะแนนหรือทุจริตในการสอบจริง […]อ่านต่อ...