สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

แบงก์ชาติปิดทางเงินสีเทา ลุยคุม 4 ช่องทางเสี่ยง

 แบงก์ชาติปิดทางเงินสีเทา ลุยคุม 4 ช่องทางเสี่ยง

ธปท.ผนึกสถาบันการเงิน 10 ก.ย. สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์–ฟอกเงิน ดึงเงินสด ทองคำ เอฟเอ็กซ์–คริปโตเข้าระบบตรวจสอบ เตรียมดัน “Bangkok Blueprint” 12 ข้อ ยกระดับมาตรฐานการเงินไทยสู่สากล

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานประชุมสุดยอดทางธุรกิจ “Bangkok Business Summit” ครั้งที่ 1 ว่า ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และขบวนการฟอกเงินกำลังเป็นโจทย์สำคัญของระบบการเงินไทย หลังความเสียหายจากภัยทางการเงินพุ่งแตะ 4.3 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สะท้อนเครือข่ายมิจฉาชีพที่ปรับรูปแบบการหลอกลวงและเคลื่อนย้ายเงินอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น ธปท.จึงปรับแนวทางจากการติดตามความเสียหายหลังเกิดเหตุ มาเป็นการ “ตัดเส้นทางเงิน” ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพราะไม่ว่ามิจฉาชีพจะใช้วิธีหลอกลวงซับซ้อนเพียงใด เงินที่ได้มาย่อมต้องถูกถอน โอน แลกเปลี่ยน หรือแปลงเป็นสินทรัพย์อื่น

ทั้งนี้มาตรการคุมเข้มเริ่มเห็นผล โดยความเสียหายในไตรมาส 2 ปี 2567 ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 8.6 พันล้านบาท ลดลงเหลือราว 1.x พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2568 หรือลดลงประมาณ 80% อย่างไรก็ตาม ธปท.ยอมรับว่ากลุ่มอาชญากรมีการปรับตัวต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องขยายการกำกับไปยัง “จุดทางออก” ของเงินผิดกฎหมายให้ครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับมาตรการสำคัญวางไว้ 4 เสาหลัก ได้แก่ การควบคุมธุรกรรมเงินสด การสกัดการใช้ทองคำเป็นช่องทางฟอกเงิน การติดตามธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ และการเฝ้าระวังธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล

ด้านเงินสด ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568 มีการติดตามการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกรรมผิดปกติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอยู่ระหว่างพิจารณาขยายการกำกับไปยังการฝากเงินสดมูลค่าสูง เพื่อปิดช่องทางการนำเงินเข้าสู่ระบบและหมุนเวียนต่อ

ส่วนทองคำ ธปท.ให้ความสำคัญกับธุรกรรมถอนทองคำมูลค่าสูง โดยเฉพาะการถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัม หรือมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาทขึ้นไปจากแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำ ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่สามารถเปลี่ยนเงินสดให้เป็นสินทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมพิจารณากลไกเพิ่มความโปร่งใสของธุรกรรมทองคำ

ขณะที่ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศจะเน้นตรวจสอบการแลกเงินบาทเป็นเงินสกุลต่างประเทศ เพื่อป้องกันการนำเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออกนอกประเทศ ส่วนสินทรัพย์ดิจิทัล ธปท.ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ติดตามธุรกรรม โดยเฉพาะ USDT ซึ่งมีสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายสูง

นอกจากนี้ ธปท.เตรียมผนึกกำลังสถาบันการเงิน ธนาคารของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงิน กำหนดธุรกรรมต้องเฝ้าระวัง 24 รูปแบบ เพื่อยกระดับกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC) และการบริหารความเสี่ยงให้มีมาตรฐานเดียวกัน

นายวิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ธปท.และสถาบันการเงินเตรียมร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ป้องกันการทุจริตและฟอกเงิน พร้อมจัดทำภาคผนวก (Annex) กำหนดแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ครอบคลุมทั้งธนาคารพาณิชย์ กลุ่ม Non-bank และหน่วยงานกำกับดูแล

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะต่อยอดไปสู่ “Bangkok Blueprint” ซึ่งประกอบด้วยแนวทางสำคัญ 12 ประเด็น เพื่อรับมือภัยไซเบอร์และอาชญากรรมทางการเงิน โดยมีเป้าหมายประกาศอย่างเป็นทางการในเดือน ต.ค. 2569 และผลักดันให้เป็นแนวทางที่ประเทศอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง

โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการลดความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ต้องการสร้างระบบ “Safe and Inclusive Digital Finance” ที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ เพราะความปลอดภัยของระบบการเงินกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน

“โจทย์จากนี้ไม่ใช่เพียงไล่จับมิจฉาชีพหลังเกิดเหตุ แต่ต้องทำให้ระบบการเงินปิดประตูเงินสีเทาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เมื่อท่อน้ำเลี้ยงถูกตัด เครือข่ายอาชญากรรมก็เดินหน้าได้ยากขึ้น” นายวิทัย กล่าวทิ้งท้าย

columnist

น่าสนใจสำครับคุณ