รู้จักวิตามินบี 1, 6, 12 พร้อมวิธีรับประทานที่เหมาะสม
วิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 เป็นวิตามินในกลุ่มวิตามินบีที่มีบทบาทแตกต่างกัน ตั้งแต่การช่วยเปลี่ยนสารอาหารเป็นพลังงาน การทำงานของระบบประสาท ไปจนถึงการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดมักนำวิตามินทั้ง 3 ชนิดมารวมไว้ในเม็ดเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนรับประทานควรรู้ว่าวิตามินบี 1, 6, 12 มีวิธีรับประทานอย่างไร กินช่วงเวลาไหน และมีข้อควรระวังอะไร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำหรือใช้วิตามินในปริมาณสูง
วิตามินบี 1, 6, 12 คืออะไร แต่ละชนิดช่วยเรื่องอะไร ?
แม้จะอยู่ในกลุ่มวิตามินบีเหมือนกัน แต่วิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 มีหน้าที่ในร่างกายแตกต่างกัน ดังนี้
วิตามินบี 1 (Thiamine)
วิตามินบี 1 หรือไทอามีน มีส่วนสำคัญต่อกระบวนการเปลี่ยนอาหารที่รับประทานให้เป็นพลังงาน รวมถึงการเจริญเติบโต พัฒนาการ และการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1.1 มก.ต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 1.2 มก.ต่อวันสำหรับผู้ชาย
วิตามินบี 6 (Pyridoxine)
วิตามินบี 6 เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของเอนไซม์มากกว่า 100 กระบวนการ โดยเฉพาะกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร อีกทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ใหญ่อายุ 19-50 ปีมีปริมาณแนะนำประมาณ 1.3 มก.ต่อวัน
วิตามินบี 12 (Cobalamin)
วิตามินบี 12 มีบทบาทต่อการทำงานของระบบประสาท การสร้าง DNA และเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไปมีปริมาณแนะนำประมาณ 2.4 ไมโครกรัมต่อวันตามเกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐฯ
แหล่งอาหารตามธรรมชาติของวิตามินบีเหล่านี้มีทั้งเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม ธัญพืช และอาหารบางชนิดที่มีการเติมวิตามิน โดยวิตามินบี 12 พบตามธรรมชาติเป็นหลักในอาหารจากสัตว์
วิตามินบี 1, 6, 12 มีวิธีรับประทานอย่างไร ?
สำหรับผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 หรือวิตามินบีรวมมารับประทาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ รับประทานตามปริมาณที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ หรือคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร เนื่องจากแต่ละผลิตภัณฑ์อาจมีปริมาณวิตามินแตกต่างกันอย่างมาก
โดยทั่วไป วิตามินบีกลุ่มนี้สามารถรับประทานพร้อมอาหารได้ การรับประทานหลังอาหารหรือพร้อมมื้ออาหารอาจเหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกคลื่นไส้หรือระคายเคืองท้องเมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขณะท้องว่าง
หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่กำหนดให้รับประทานวันละ 1 ครั้ง สามารถเลือกช่วงเวลาที่สะดวกและรับประทานเป็นประจำในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน เพื่อช่วยลดโอกาสลืมรับประทาน ส่วนผลิตภัณฑ์ที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาภาวะขาดวิตามิน ควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ได้รับโดยตรง ไม่ควรปรับขนาดหรือเพิ่มจำนวนเม็ดด้วยตนเอง
วิตามินบี 1, 6, 12 ควรกินตอนไหน เช้าหรือก่อนนอน ?
ในคนทั่วไปไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัวว่าวิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 ต้องรับประทานในตอนเช้าหรือก่อนนอนจึงจะดูดซึมได้ แต่หากรับประทานผลิตภัณฑ์วิตามินบีรวมวันละครั้ง การรับประทานพร้อมอาหารเช้าหรืออาหารกลางวันเป็นวิธีที่ทำตามได้ง่ายและช่วยให้รับประทานต่อเนื่องสม่ำเสมอ
สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกว่า “กินกี่โมง” คือการตรวจสอบปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ เพราะอาหารเสริมแต่ละสูตรอาจให้วิตามินสูงกว่าความต้องการต่อวันหลายเท่า โดยเฉพาะวิตามินบี 6 ซึ่งไม่ควรรับประทานในขนาดสูงต่อเนื่องโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
วิตามินบี 1, 6, 12 กินทุกวันได้ไหม ?
การรับประทานทุกวันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณวิตามินในผลิตภัณฑ์ อาหารที่ได้รับในแต่ละวัน ภาวะสุขภาพ และเหตุผลที่รับประทาน ไม่ควรใช้หลักว่าเป็น “วิตามินที่ละลายในน้ำ” แล้วจึงสามารถรับประทานได้มากเท่าไรก็ได้
โดยเฉพาะวิตามินบี 6 หากได้รับจากอาหารเสริมในปริมาณสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเส้นประสาท เช่น อาการชา หรือปัญหาด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวได้ ขณะที่หน่วยงานด้านโภชนาการแต่ละแห่งอาจกำหนดปริมาณสูงสุดที่แตกต่างกัน จึงควรอ้างอิงคำแนะนำของแพทย์และข้อมูลบนผลิตภัณฑ์ที่ใช้จริง
ใครบ้างควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินบี ?
แม้วิตามินบีจะสามารถได้รับจากอาหารทั่วไป แต่ผู้ที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ขนาดสูง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากมีโรคประจำตัว กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือรับประทานยาเป็นประจำ
ตัวอย่างเช่น ยาบางชนิดอาจเกี่ยวข้องกับระดับวิตามินบี 12 ในร่างกาย โดยการใช้ Metformin อาจลดการดูดซึมและระดับวิตามินบี 12 ส่วนยาลดกรดในกระเพาะบางกลุ่มอาจรบกวนการดูดซึมวิตามินบี 12 จากอาหาร ผู้ที่ใช้ยาเหล่านี้เป็นเวลานานจึงควรสอบถามบุคลากรทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องประเมินระดับวิตามินบี 12 หรือไม่
สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องวิตามินบี 1, 6, 12 พร้อมวิธีรับประทาน หลักสำคัญคือควรรับประทานตามฉลากหรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ สามารถรับประทานพร้อมอาหารได้ และไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นพิเศษ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือปริมาณวิตามินที่ได้รับจากทั้งอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะวิตามินบี 6 ที่การได้รับปริมาณสูงต่อเนื่องอาจส่งผลต่อระบบประสาทได้ หากต้องการรับประทานเพื่อแก้อาการเฉพาะ เช่น ชาปลายมือปลายเท้า อ่อนเพลีย หรือสงสัยว่าขาดวิตามิน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุก่อนเลือกซื้อวิตามินรับประทานด้วยตนเอง
