สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

PTG พลิกขาดทุน 174 ล้าน พิษน้ำมันผันผวนกดมาร์จิ้น แต่ Non-Oil โตแกร่ง

 PTG พลิกขาดทุน 174 ล้าน พิษน้ำมันผันผวนกดมาร์จิ้น แต่ Non-Oil โตแกร่ง

พีทีจี เอ็นเนอยี เผยผลงานไตรมาส 1 ปี 69 พลิกขาดทุนสุทธิ 174 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 186 ล้านบาท หลังธุรกิจน้ำมันเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกผันผวนและต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นปรับตัวสูงขึ้น ด้านธุรกิจ Non-Oil ยังเติบโตโดดเด่น ชู “กาแฟพันธุ์ไทย” รายได้และกำไรขั้นต้นพุ่งกว่า 80%

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 174 ล้านบาท ลดลง 194% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 186 ล้านบาท ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 205 ล้านบาท จากเดิมที่มีกำไรสุทธิ 190 ล้านบาท

ปัจจัยหลักมาจากธุรกิจ Oil ที่มีกำไรขั้นต้นลดลง 15.9% จากปีก่อน และลดลง 19.2% จากไตรมาสก่อนหน้า เหลือ 2,267 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบจากการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลงกว่า 20%

แม้ค่าการตลาดจะถูกกดดัน แต่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางยังเติบโต 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.5% จากไตรมาสก่อน สู่ระดับ 1,753 ล้านลิตร จากความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ทั้งภาคขนส่งและการเดินทางภายในประเทศ

ด้านรายได้รวมจากการขายและการให้บริการในไตรมาสแรก อยู่ที่ 56,832 ล้านบาท ลดลง 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้จากธุรกิจ Oil อยู่ที่ 50,312 ล้านบาท ลดลง 3.4% จากปีก่อน เนื่องจากราคาค้าปลีกน้ำมันเฉลี่ยหน้าสถานีบริการปรับตัวลดลงตามภาวะตลาด แม้ว่าปริมาณจำหน่ายจะยังเติบโต

ขณะเดียวกัน กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 1,281 ล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 35.3% จากไตรมาสก่อน จากต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายสาขา รวมถึงแรงกดดันด้านต้นทุนจากความผันผวนของธุรกิจพลังงาน

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมที่เศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบและพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวได้จำกัด”นายพิทักษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Non-Oil ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่ม PTG โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5.7% จากไตรมาสก่อน อยู่ที่ 2,001 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 46.9% ของกำไรขั้นต้นรวม สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของบริษัทจากธุรกิจพลังงานไปสู่ระบบนิเวศธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น

โดยแรงหนุนหลักมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะ “กาแฟพันธุ์ไทย” ที่ยังเติบโตโดดเด่น ทั้งด้านรายได้และกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 80% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและยอดขายสาขาเดิมที่เติบโต

สำหรับในไตรมาสแรก ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยมีรายได้จากการขายและบริการ 1,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.1% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8.8% จากไตรมาสก่อน โดย ณ สิ้นไตรมาส มีจำนวนสาขารวม 2,308 สาขา เพิ่มขึ้น 56.4% จากปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 832 สาขา คิดเป็นอัตราการขยายมากกว่าวันละ 2 สาขา และเพิ่มขึ้น 157 สาขาจากไตรมาสก่อน

ขณะที่ธุรกิจก๊าซ LPG ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยมีรายได้ 2,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.3% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณจำหน่ายก๊าซ LPG ที่เพิ่มขึ้น 2.9% สู่ระดับ 109 ล้านกิโลกรัม โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่เติบโต 10.7% ตามการขยายสาขาและเครือข่ายบริการ

สำหรับโครงสร้างกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil นั้น มาจากธุรกิจกาแฟพันธุไทย 22.5% ธุรกิจก๊าซ LPG 9.5% และอีก 14.9% มาจากธุรกิจอื่น อาทิ ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ศูนย์บริการยานยนต์ Autobacs ร้านอาหาร Subway และธุรกิจน้ำมันเครื่อง Maxnitron

อย่างไรก็ตามในปี 2569 บริษัทคงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40% จากปีก่อน พร้อมรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ให้อยู่ในระดับ 40-45% ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ส่วนธุรกิจ Oil ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสเงินสดและเสถียรภาพให้กับกลุ่มบริษัท แม้จะยังเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยบริษัทคงเป้าปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางปีนี้เติบโต 3-5%

นายพิทักษ์กล่าวว่า บริษัทจะเดินหน้ากลยุทธ์ “Powering Thai Lives : Everywhere Everyday Everyone” เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจ Oil และ Non-Oil ผ่านฐานสมาชิก PT Max Card กว่า 25 ล้านราย เพิ่มความถี่ในการใช้บริการและมูลค่าต่อหัวของลูกค้าในระบบนิเวศ Max World พร้อมมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลก

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงยึดแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “อยู่ดี มีสุข” โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคในทุกมิติ ตั้งแต่การเดินทาง อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงบริการด้านยานยนต์และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ