ล้างบางนายทุนขิง! “ชีวะภาพ” ฮึ่มสั่งเชือดพวกหัวหมอปล่อยเช่าที่คทช. ทำป่าเชียงใหม่แหว่ง 2 หมื่นไร่
“สว.ชีวะภาพ” นำทีมลุยสางปัญหาบุกรุกป่าต้นน้ำดอยเวียงผา จ.เชียงใหม่ แฉพฤติกรรมหัวหมอนำที่ดินคทช. ไปปล่อยเช่าปลูกขิงไร่ละ 7 พันบาท ทำป่าเชียงใหม่แหว่งยับ ฮึ่มเตรียมเรียกกรมป่าไม้-คทช. ชี้แจงด่วน ขู่ฟันอาญาห้ามเปลี่ยนมือเด็ดขาด พร้อมเร่งยื่นมืออุ้ม “ชาวล่าหู่” ร้องระงมโดนหางเลขคำสั่งป่าไม้ม.25 ห้ามเข้าพื้นที่ 7 พันไร่ จนข้าวโพด-ข้าวเน่าคาไร่เด็กไม่มีเงินไปโรงเรียน จี้เจ้าหน้าที่ต้องแยกแยะผ่อนปรนคนทำกินสุจริตให้อยู่รอด!
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายชีวะภาพชีวธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา พร้อมด้วย นายปธิกร เอี่ยมสะอาด นายอำเภอไชยปราการ และ นายมัญญา นาคพณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง บริเวณหมู่ที่ 8 บ้านหนองป่าซาง ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ หลังได้รับการร้องเรียนปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตร ปลูกข้าวโพด กล้วย และ “ขิง” รวมกว่า 1,500 ไร่
จากการลงพื้นที่สำรวจเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบจุดที่ชาวม้งจากบ้านโป่งจ๊อก ต.แม่ทะลบ เข้ามาบุกรุกปลูกขิงเมื่อต้นปี 2569 ถึง 23 จุด เนื้อที่กว่า 220 ไร่
นายชีวะภาพ เปิดเผยว่า ตนมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับปัญหาป่าต้นน้ำที่กำลังถูกทำลาย ซึ่งต้องขอขอบคุณกลุ่มอนุรักษ์ที่ส่งข้อมูลร้องเรียนเข้ามายังกรรมาธิการ โดยขณะนี้ปัญหาถูกแบ่งออกเป็น 2 มิติ คือ กลุ่มคนปลายน้ำที่กังวลเรื่องคุณภาพน้ำและสารเคมีปนเปื้อน และกลุ่มคนบนดอยที่ยังมีปัญหาความคลาดเคลื่อนในการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ประเด็นที่น่าตกใจและต้องเร่งดำเนินการขั้นเด็ดขาด คือเรื่องพื้นที่เป้าหมายตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ซึ่งรัฐบาลจัดสรรให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัยและทำกินด้วยตัวเอง ห้ามเคลื่อนย้ายและห้ามบุกป่าใหม่ แต่กลับพบว่ามีขบวนการนำที่ดิน คทช. ไปปล่อยให้เช่าช่วงปลูกขิง ในราคาไร่ละ 6,000-7,000 บาท เมื่อปล่อยเช่าแล้ว ตัวเองก็ขยับไปบุกรุกถางป่าใหม่เพื่อทำกินแทน
”การเปลี่ยนมือแบบนี้คือขบวนการที่ต้องเร่งแก้ไขด่วน! เพราะมันทำให้ป่าเชียงใหม่หายไปกว่า 20,000 ไร่เมื่อปีที่แล้ววันนี้กรมป่าไม้และคทช. ต้องรีบลงพื้นที่ชี้แจงกติกาให้ชัดเจนว่าที่ดินคทช. เอาไปให้เขาเช่าไม่ได้เด็ดขาดถ้าทำผิดจะถูกดำเนินคดีและจะไปขอที่ดินรัฐที่อื่นอีกก็ไม่ได้แล้วหลักการนี้ต้องบังคับใช้เหมือนกันทั้งประเทศ” นายชีวะภาพ กล่าว
นายชีวะภาพ ระบุต่อว่า เตรียมเร่งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ข้อมูล เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและนำเสนอต่อภาครัฐ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ที่ทำกินอย่างถูกต้อง แต่อยู่ในภาวะหวาดผวาไม่กล้าเข้าไปเก็บเกี่ยวข้าวโพดหรือพืชผลทางการเกษตรนั้น หากอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ภาครัฐต้องผ่อนปรนให้เข้าไปทำกินได้ตามปกติ แต่ถ้าพบว่าแอบเอาไปปล่อยเช่า เปลี่ยนมือ อันนี้ต้องฟันไม่เลี้ยง
ในส่วนของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำด้านล่างที่กังวลเรื่องยาฆ่าแมลงและสารปนเปื้อน กับกลุ่มที่อยู่บนดอยนั้น นายชีวะภาพ ย้ำว่า ทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ คนต้นน้ำและปลายน้ำต้องเห็นอกเห็นใจกัน เจ้าหน้าที่ต้องเร่งทำความเข้าใจและควบคุมสถานการณ์ให้อยู่หมัด
”ขอวิงวอนพี่น้องที่ทำไร่ขิงต้องเข้าใจกฎหมายด้วยถ้าที่ดินเป็นโฉนดนส.3 หรือสค.1 จะทำอะไรหรือให้ใครเช่าก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าเป็นที่ดินคทช. ให้จำไว้เลยว่าให้เช่าหรือเปลี่ยนมือไม่ได้เด็ดขาดต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจไม่อย่างนั้นถูกดำเนินคดีแน่นอน!” นายชีวะภาพ กล่าว
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงบ่ายนายชีวะภาพ ได้นำคณะลงพื้นที่ที่ว่าการอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับฟังสรุปบรรยายถึงสถานการณ์ล่าสุด แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งในส่วนของกลุ่มชาติพันธ์ชาวล่าหู่ และกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านแม่ทะลบ มาชุมนุมให้กำลังใจนายชีวะภาพให้ช่วยผลักดันแก้ปัญหา รวมทั้งยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม โดยมีนายสมชาย บูทะ แกนนำกลุ่มชุมชนชาติพันธุ์จำนวน 12 หมู่บ้าน พร้อมด้วยชาวล่าหู่ ในพื้นที่ตำบลแม่ทะลบกับตำบลศรีดงเย็น ที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จากกรณีที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ประกาศใช้มาตรา 25 สั่งรื้อถอนและคุมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 7,028 ไร่ เพื่อจัดการแปลงปลูกขิง แต่กลับส่งผลกระทบแบบ “เหวี่ยงแห” ทำให้ชาวล่าหู่ที่เป็นชนดั้งเดิม ทำไร่ข้าวและข้าวโพดอย่างสุจริต ไม่กล้าเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะกลัวถูกจับกุม
นายสมชาย กล่าวว่า ชาวล่าหู่ไม่ได้ขัดข้องที่เจ้าหน้าที่จะรื้อถอนแปลงขิง เพราะพวกตนไม่ได้ปลูกขิง แต่ที่เดือดร้อนแสนสาหัสคือการ “เหวี่ยงแห” คุมพื้นที่ทั้งหมด ทำให้ชาวบ้านดั้งเดิมที่ทำไร่ทำสวนสุจริต ไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทั้งที่ข้าวและข้าวโพดสุกงอมพร้อมเกี่ยว หากฝืนเข้าไปก็หวาดผวาจะถูกจับกุมดำเนินคดี จึงต้องรวมตัวมาขอร้องให้รัฐเปิดทางให้เก็บเกี่ยวผลผลิต และขอให้ตั้งชาวบ้านร่วมเป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะอยู่ทำกินกันมาตั้งแต่ปี 2485
แกนนำชาวล่าหู่ ยังกล่าวถึงกลุ่มชาวม้งที่มาปลูกขิงว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นการทำอาชีพสุจริต พาครอบครัวเด็กเล็กและผู้หญิงมาช่วยกันทำ ไม่ได้เป็น “ทุนจีน” หรือ “นายทุน” อย่างที่ถูกสังคมกล่าวหา อยากให้มองด้วยความเป็นธรรม
ส่วนกรณีกลุ่มผู้ใช้น้ำที่กังวลเรื่องสารเคมีและดินชะล้างนั้น ที่ผ่านมาเคยอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำบุญร่วมกันมาตลอด หากมีการพูดคุยหารือกันตั้งแต่ต้น ปัญหาก็คงไม่บานปลายจนนำมาสู่การใช้มาตรา 25 ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนบนดอยอย่างรุนแรงเช่นนี้
ด้านตัวแทนหญิงชาวล่าหู่ สะท้อนความรันทดว่า ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่กล้าขึ้นไปเก็บเกี่ยวพืชผลเพราะกลัวเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะจับกุม ข้าวในไร่ก็เน่าเสียหายหมดแล้ว เมื่อไม่มีผลผลิตก็ไม่มีรายได้ เด็กๆ ก็ไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะไม่มีเงินค่ารถ ไม่มีแม้แต่ข้าวกิน วิงวอนให้รัฐบาลเห็นใจและเร่งหาทางออกช่วยชาวบ้านด่วนที่สุด!
ด้านนายชีวะภาพ ได้สั่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทันที โดยระบุว่า “เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตรวจสอบแปลงไหนที่ทำกินถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดั้งเดิมต้องผ่อนปรนให้เขาเข้าไปเก็บเกี่ยวทำกินได้ต้องแยกแยะให้ชัดเจนไม่ใช่เหมารวมส่วนแปลงไหนที่ทำผิดเอาไปปล่อยเช่าปลูกขิงอันนี้ต้องดำเนินคดีวันนี้คนบนเขาและคนปลายน้ำต้องอยู่ร่วมกันได้เจ้าหน้าที่ต้องชี้แจงและควบคุมสถานการณ์ให้จบโดยเร็วที่สุด!”
