ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31” พร้อมร่วมเล่านิทานรับแนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’” ด้าน PUBAT ชวนนักอ่านเที่ยววันหยุดยาว เลือกหนังสือครบ 6 โซนจาก 319 สำนักพิมพ์และหน่วยงาน สนุกกับ 18 นิทรรศการและกิจกรรม ทั้งพบปะนักเขียน สำรวจเกาะหนังสือ ชมผลงานออกแบบปก เขียนจดหมายถึงตัวเอง เพลินนิทานสำหรับครอบครัว และต่อยอดการอ่านสู่การสร้างสรรค์ ตลอด 10 วัน วันที่ 23 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 23 ตุลาคม 2569 — สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31” (BOOK EXPO THAILAND 2026) […]
พ่อเมืองชลบุรี ฟังเสียงประชาชน จรดปากกาเซ็นคำสั่ง “ยกเลิก” เปลี่ยนสีเสื้อกั๊กของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างในพื้นที่เมืองพัทยา และพื้นที่อำเภอบางละมุง จากเดิม “สีส้ม”มาเป็น “สีน้ำเงิน” โดยให้กลับไปใช้เสื้อสีส้มตามที่ “กรมการขนส่งทางบก”กำหนดมาแต่เดิม เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อเสื้อตัวใหม่ ส่งผลให้เหล่าบรรดาวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถึงกับพากัน “เฮลั่น” ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าใจหัวอกคนหาเช้ากินค่ำ ที่ต้องต่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองอยู่ในเวลานี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประจำจังหวัดชลบุรี ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการประจำจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นคำสั่งยกเลิกประกาศคณะกรรมการประจำจังหวัดชลบุรี เรื่อง กำหนดแบบเสื้อกั๊กหรือเสื้อคลุมของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ในพื้นที่อำเภอบางละมุง โดยประกาศฉบับเดิมที่ถูกยกเลิกไปนั้น ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กำหนดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะในพื้นที่อำเภอบางละมุง ปรับเปลี่ยนสีเสื้อกั๊ก พร้อมทั้งกำหนดรายละเอียดข้อความ แถบสะท้อนแสง และการแสดงหมายเลขประจำตัวใหม่ ซึ่งทางคณะกรรมการประจำจังหวัดชลบุรี ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การบังคับใช้เกณฑ์ดังกล่าว เป็นการสร้างภาระค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเสื้อและอุปกรณ์ใหม่ซ้ำซ้อนให้แก่ผู้ขับขี่โดยไม่จำเป็น ขณะที่ “เสื้อกั๊ก”รูปแบบเดิมยังมีความชัดเจน จดจำง่าย และมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสมอยู่แล้ว คณะกรรมการประจำจังหวัดชลบุรี จึงอาศัยอำนาจตามประกาศกรมการขนส่งทางบก พ.ศ. 2567 มีมติยกเลิกประกาศฉบับเดิม โดยกำหนดให้ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะในพื้นที่อำเภอบางละมุง กลับไปใช้แนวทางและข้อกำหนดตามระเบียบของ กรมการขนส่งทางบกตามเดิม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน ของผู้ประกอบอาชีพ ขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างสาธารณะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายพงศ์สิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้มาประธาน ในพิธีการจัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพัทยา โดยมี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง,พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา,พ.ต.ท. จักรกฤษณ์ จันตาคำ สารวัตรจราจร สภ.บางละมุง รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเข้าร่วมงาน สำหรับการเปลี่ยนสีเสื้อกั๊กจากสีส้มเป็นสีน้ำเงิน เพื่อปรับรูปโฉมใหม่ เสริมภาพลักษณ์ให้แก่เมืองท่องเที่ยวนั้น เป็นไปตามมติที่ประชุม คณะอนุกรรมการประจำท้องที่ชลบุรี พื้นที่บางละมุง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบให้เปลี่ยนสีเสื้อของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะจาก “สีส้ม” เป็น “สีน้ำเงิน” ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ จำนวน 5,281 คน ภายหลังที่ บรรดาผู้ขับวินรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่เมืองพัทยา และอำเภอบางละมุง ได้ให้ความร่วมมือปรับเปลี่ยนสีเสื้อกั๊กกันไปแล้ว กลับกลายเป็นว่ามีเสียงสะท้อนกลับมา ทั้งจากผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์เอง รวมไปถึงผู้ใช้บริการ ในเรื่องของความปลอดภัยในช่วงเวลาค่ำคืน เพราะสีน้ำเงินกลมกลืนไปกับความมืด ผู้ใช้บริการเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และมักเกิดการสับสน และเรื่องที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไปเพิ่มภาระทางการเงิน ที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเป็นค่าเสื้อกั๊กตัวใหม่ ในราคาตัวละ 550 บาท ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจซบเซา เพราะผู้ใช้บริการมีทางเลือกในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น https://youtu.อ่านต่อ...
“หูหนา ตาเล่อ” สังคังนะมามิแดกจนง่อยเปลี้ยเสียขา เดี้ยงไปตามๆกันหมดแล้ว! ทำได้แค่ นอนเกา “เม็ดตะโปด” มองกันตาปริบๆไปวันๆ เชื่อแล้วล่ะ ว่าไม่มีใคร?หน้าไหน?กล้าหือกล้าอือกับ “ตู้คีบตุ๊กตา”ที่สิงสถิตย์อยู่ตรงเยื้องสี่แยกไฟแดงโรงไม้ขีด จริงๆ เอาแต่ “นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น” ปล่อยให้ลูกเล็กเด็กโตถูกมอมเมา สังคมจะโดนฉุดกระชากลากถู เข้าไปลงนรกวงจรพนันอุบาทว์ยังไง…. ช่างหัวแม่งงงงมัน! ทั้งที่ “ตู้คีบตุ๊กตา เป็นการพนัน” นายทุนใหญ่ ใช้พื้นที่ลานหน้าห้างขายสินค้าแห่งหนึ่ง ตั้งเต้นท์ผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับที่ตั้งของ หน่วยงานราชการ สำนักงานประกันสังคม (สาขาอำเภอบางละมุง) กับ สถาบันสอนภาษาเด็กแห่งหนึ่ง แถมยังห่างตู้ยามตำรวจสี่แยกไฟแดงโรงไม้ขีด วัดระยะกะด้วยสายตา ไม่น่าจะเกิน 100 เมตร เปิดโจ๋งครึ่มเหมือนแมลงวันเบ่งขี้หยอดใต้เปลือกตา ผับผ่าห่ากินไส้ ดันมองกันไม่เห็น! พอลองวัดระยะทางด้วย GPS อยู่เลยจาก “สถานีตำรวจภูธรบางละมุง” กับที่ “ว่าการอำเภอบางละมุง” เพียง 1,500 เมตร แค่นั้นเอง แต่เหมือนว่าอยู่ในหลืบเมืองลับแล ห่างไกลปืนเที่ยงซะงั้น! ตู้คีบตุ๊กตา 30 กว่าตู้ ตั้งใกล้สถาบันสอนภาษาเอกชน […]อ่านต่อ...
“เอกนิติ” ชี้ไทยต้องใช้เวที IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่นดึงลงทุน รับมือโลกผันผวน เร่งแก้หนี้ครัวเรือนอ่านต่อ...
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดนโยบายเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากร เพื่อให้การนำเข้าและการจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นการปกป้องเศรษฐกิจและประโยชน์ ของประเทศ ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบาย ให้กรมศุลกากร เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าน้ำมันต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย ตามนโยบายดังกล่าว นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร จึงให้เข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าน้ำมันดีเซล ที่มีเมืองกำเนิดต่างประเทศ โดยนายเอกวุฒิ นาเอก ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศุลกากร โดยกองสืบสวน และปราบปราม ได้เข้าตรวจค้นรถยนต์กระบะตู้ทึบบริเวณถนนเชื้อเพลิง แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยผลการตรวจค้นขบวนรถยนต์พบ “น้ำมันดีเซล”มีเมืองกำเนิดต่างประเทศ ไม่มีการปฏิบัติพิธีการทางศุลกากร ดังนี้ คันที่ 1 รถกระบะตู้ทึบสีขาว มีน้ำมันดีเซลบรรจุอยู่ในถังเหล็กท้ายกระบะ จำนวน 1 ถัง ปริมาณกว่า 3,000 ลิตร คันที่ 2 รถยนต์กระบะตู้ทึบสีน้ำเงิน มีน้ำมันดีเซลบรรจุอยู่ในถังพลาสติกท้ายกระบะ จำนวน […]อ่านต่อ...
ไอเดียรักษ์โลกของคุณ…อาจเป็นธุรกิจตัวต่อไป! สายครีเอทีฟ สายกรีน เจ้าของธุรกิจ มาหาแรงบันดาลใจใหม่ แล้วต่อยอดให้ไกลกว่าเดิมที่ ✨ BCG GREEN อ่านต่อ...
“น็อต–ดร.ปวิน” ส.ก.บางคอแหลม เสนอสภา กทม. ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาการพัฒนาท่าเรือสาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมยกระดับพื้นที่เชื่อมต่อรถ–เรือให้สะดวกและปลอดภัย ชี้ท่าเรือหลายแห่งอยู่ใกล้ชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังขาดการปรับปรุงดูแลและใช้งานไม่เต็มศักยภาพ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2569 ดร.ปวิน แพทยานนท์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางคอแหลม ทีมคนทำงาน เสนอญัตติขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือสาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยาและระบบเชื่อมต่อการเดินทางแบบไร้รอยต่อในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดร.ปวินกล่าวว่า แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางสัญจรสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร อีกทั้งยังเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงควรได้รับการพัฒนาให้เป็นทางเลือกการเดินทางที่สะดวกและเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.ปวินอ้างข้อมูลจากรายงานท่าเทียบเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ประจำปี 2568 ของกรมเจ้าท่า ว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มีท่าเทียบเรือกว่า 78 แห่ง อยู่ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า เอกชน และกรุงเทพมหานคร โดยหลายแห่งไม่มีเรือให้บริการ ขณะที่บางแห่งอยู่ระหว่างปรับปรุง สำหรับการใช้บริการ ดร.ปวินระบุว่า เรือด่วนเจ้าพระยามีผู้โดยสารมากกว่า 16,000 คนต่อวัน ขณะที่ช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 เคยมีผู้โดยสารมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี จึงเห็นว่าควรศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและแนวทางฟื้นศักยภาพการเดินทางทางน้ำให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ดร.ปวินกล่าวต่อว่า […]อ่านต่อ...
“ไม้–วิพุธ” ส.ก.บางรัก ตั้งกระทู้ถามความคืบหน้าโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินถนนพระราม 3 หลังประชาชนร้องเรียนผิวถนนชำรุด กระทบการสัญจร ด้านรองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงงานบ่อพักและท่อร้อยสายคาดเสร็จเดือนพฤษภาคม 2570 ก่อนเดินหน้าคืนสภาพถนน–ทางเท้า ส่วนการเดินสายใต้ดินและรื้อเสาไฟฟ้ามีกรอบดำเนินงานถึงเดือนมิถุนายน 2571 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2569 นายวิพุธ ศรีวะอุไร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางรัก ทีมคนทำงาน ยื่นกระทู้ถามสดเรื่องความคืบหน้าโครงการสายไฟฟ้าใต้ดินถนนพระราม 3 ของการไฟฟ้านครหลวง หลังการก่อสร้างส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนมาเป็นเวลานาน นายวิพุธกล่าวว่า ได้รับข้อสอบถามจากประชาชนเกี่ยวกับสภาพผิวถนนพระราม 3 ที่ชำรุดจากการขุดเจาะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องการทราบว่าโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินดำเนินการถึงขั้นตอนใด มีกำหนดแล้วเสร็จเมื่อใด และสำนักการโยธาจะสามารถเข้าปรับปรุงผิวถนนภายหลังการก่อสร้างได้เมื่อใด เพื่อให้ประชาชนเห็นกรอบการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า โครงการก่อสร้างของการไฟฟ้านครหลวงบนถนนพระราม 3 แบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนยานนาวาและโซนบางคอแหลม โดยโซนยานนาวาคืนสภาพฝาบ่อเรียบร้อยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 […]อ่านต่อ...
“ไอซ์–พงศกร” ส.ก.บางกะปิ เสนอญัตติยกระดับการจัดเก็บขยะ กทม. ชี้ปัญหาขยะตกค้างหลังน้ำลดสะท้อนข้อจำกัดด้านกำลังคนและเครื่องจักร เสนอจัดสรรทรัพยากรตามภาระงานจริง เชื่อมระบบร้องเรียน พร้อมทบทวนค่าตอบแทนและสวัสดิการเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2569 นายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ ทีมคนทำงาน เสนอญัตติขอให้กรุงเทพมหานครกำหนดแนวทางและดำเนินการจัดเก็บขยะมูลฝอยให้มีประสิทธิภาพ พร้อมพิจารณาค่าตอบแทนและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานให้เหมาะสม นายพงศกรกล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง มีขยะจำนวนมากที่ต้องเร่งจัดเก็บ แม้เจ้าหน้าที่จะระดมกำลังปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ แต่ข้อจำกัดด้านบุคลากร รถเก็บขยะ และเครื่องจักร ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บได้ทันตามความต้องการของประชาชน ปัญหาดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการปรับระบบบริหารจัดการ จัดเตรียมทรัพยากรให้เพียงพอ และมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจน นายพงศกรเสนอให้ฝ่ายบริหาร กทม. ทบทวนการจัดสรรรถเก็บขยะและกำลังเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับปริมาณขยะจริงของแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณาทั้งจำนวนประชากร ประชากรแฝง และลักษณะการใช้ประโยชน์พื้นที่ ควบคู่กับการปรับเส้นทางและรอบเวลาจัดเก็บให้เหมาะสม รวมถึงแจ้งตารางจัดเก็บให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจน สำหรับการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เสนอให้เตรียมรถบรรทุก รถตัก เครื่องจักร และกำลังเจ้าหน้าที่สำรอง พร้อมวางระบบประสานงานข้ามเขตเพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่มีขยะเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันได้รวดเร็ว ตลอดจนเตรียมพื้นที่พักขยะชั่วคราว โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน […]อ่านต่อ...
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดนโยบายเร่งรัดในการสกัดกั้นการลักลอบขนส่งสิ่งของผิดกฎหมาย โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวด ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้กรมศุลกากรบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมและปราบปราม การลักลอบนำสินค้าเมืองกำเนิดต่างประเทศที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายและปกป้องสังคม ตามนโยบายดังกล่าว นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ให้เข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายศุลกากร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 12 – 16 ตุลาคม 2569 ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 และด่านศุลกากรแม่กลอง ได้ตรวจค้นที่ทำการขนส่งพัสดุในประเทศแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ผลการตรวจค้นหีบห่อพัสดุต้องสงสัย พบบุหรี่มีเมืองกำเนิดต่างประเทศบรรจุอยู่ภายใน จำนวน 1,837,640 มวน และบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 1,290 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 9,575,000 บาท ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานการซื้อขาย ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร หรือหลักฐานการชำระค่าภาษีอากรและชำระค่าภาษีสรรพสามิตโดยถูกต้อง เข้าข่ายความผิดฐานนำของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร […]อ่านต่อ...
