จากกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ โดยเสนอให้ยกเลิกระบบ 2 อัตราในปัจจุบัน (25% และ 42%) แล้วหันมาใช้ระบบ “อัตราเดียว” (Single Rate) โดยอ้างว่าจะช่วยลดความบิดเบือนของตลาดและเพิ่มรายได้ให้รัฐนับหมื่นล้านบาทนั้น หากมองเพียงผิวเผินอาจดูเป็นหลักการที่สมเหตุสมผล แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และบริบทความเป็นจริงของประเทศไทย ข้อเสนอนี้อาจเป็น “ยาพิษเคลือบน้ำตาล” ที่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากมากกว่าที่คิด เมื่อวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง มี 3 ประเด็นสำคัญที่สะท้อนว่าระบบ “อัตราเดียว” อาจไม่ใช่คำตอบ และจะนำมาซึ่งความเสียหายมากกว่าผลดี 1. เปิดทาง “บุหรี่นอก” ทุบตลาดไทย ขยับสู่การผูกขาดของทุนข้ามชาติ ในปัจจุบัน ระบบ 2 อัตราทำหน้าที่เป็นกำแพงสกัดไม่ให้เกิดการแข่งขันที่เหลื่อมล้ำ หากรัฐบาลประกาศใช้ระบบ “อัตราเดียว” (ซึ่งมักจะขยับขึ้นไปใกล้อัตราบน) สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือ “บุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ” ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและมีงบประมาณการตลาดมหาศาล จะปรับลดราคาขายปลีกลงมาอยู่ในระดับเดียวกับบุหรี่ที่ผลิตในประเทศ นี่คือกลยุทธ์การทำลายราคา (Price Dumping) ที่จะทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อบุหรี่นอกในราคาที่ถูกลง ส่งผลให้ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของไทยสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะขาดทุนจนไม่สามารถส่งรายได้เข้ารัฐได้อีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เม็ดเงินกำไรจากการสูบบุหรี่ของคนไทยจะไหลออกนอกประเทศไปสู่กระเป๋าของกลุ่มทุนข้ามชาติเกือบทั้งหมด 2. ผลกระทบลูกโซ่ลามถึง “ชาวไร่ยาสูบ” นับหมื่นครัวเรือน […]
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ไร้ความแน่นอน ทั้งจากบาดแผลหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ลากยาวมานานกว่า 6 ปี ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ไปจนถึงภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมใหญ่ ธนาคารออมสินภายใต้การนำของ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 กำลังถูกจับตามองอย่างยิ่งในฐานะ “กลไกหลัก” ของรัฐในการประคองเศรษฐกิจฐานราก นายทรงพล ย้อนความหลังด้วยรอยยิ้มว่า ออมสินไม่ใช่ธนาคารที่ไกลตัว แต่เป็นสถาบันการเงินที่อยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่เด็ก ตัวเขาเองในวันแรกที่มาร่วมงานก็ได้แชร์ประสบการณ์ว่า เคยเป็นเด็กที่ถือกระปุกออมสินเดินเข้าธนาคารเพื่อฝากเงิน ประสบการณ์นั้นคือรากฐานของความผูกพันที่ออมสินมีต่อประชาชนไทยมาตลอด 113 ปี นับตั้งแต่รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนาขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินผ่านการออม และในวาระก้าวสู่ปีที่ 113 นี้ นายทรงพลได้ประกาศทิศทางชัดเจนที่จะเปลี่ยนโฉมออมสินให้เป็นมากกว่าธนาคารรับฝากเงิน ภายใต้นิยามใหม่ “อ่านต่อ...
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากพื้นที่ความตึงเครียดเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก เนื่องจากปริมาณการซื้อขายน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คิดเป็น 20% ของปริมาณการซื้อขายน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดการขาดแคลนพลังงาน ปิโตรเคมี และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ ยังมีผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และค่าขนส่งสินค้าพุ่งทะยาน นอกจากจะเกิดวิกฤตพลังงานระดับโลกแล้ว สถานการณ์นี้ยังจะนำมาสู่ความเสี่ยงต่อความมั่งคงทางด้านอาหาร เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยเคมีราวหนึ่งในสามของโลก ประกอบกับประเทศผู้ส่งออกปุ๋ยเคมีรายใหญ่อย่างจีนและรัสเซียเริ่มควบคุมการส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ส่งผลให้ปุ๋ยหายไปจากตลาดและราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยกว่า 60% เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง จีน และรัสเซีย สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงแรงกระเพื่อมจากภายนอก แต่เป็นแรงกระแทกโดยตรงต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มพืชส่งออกที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ประเมินว่า ผลกระทบจากการขาดแคลนปุ๋ยเคมีจะเริ่มปรากฏชัดในพืชบางกลุ่มตั้งแต่ปี 2569 หากเริ่มขาดแคลนปุ๋ยหรือปุ๋ยมีราคาแพงตั้งแต่เดือนเมษายนต่อเนื่องจนสิ้นสุดไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยพืชส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตในปี 2569 อาทิ ข้าวนาปี และมันสำปะหลัง ส่วนพืชที่อาจได้รับผลกระทบจากผลผลิตในปีหน้าได้แก่ ทุเรียน และอ้อย (น้ำตาลทราย) ขณะที่พืชที่จะได้รับผลกระทบแบบค่อยเป็นค่อยไปต่อเนื่องทั้งในปีนี้และปีหน้าคือ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน [&อ่านต่อ...
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทย ประเด็นเรื่องความชัดเจนของข้อมูลกลายเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พลิกวงการอาหารเสริมไทย หลังจาก ฝ้าย – ศดานันท์ ทองหนูนุ้ย ซีอีโอ แฟคตอรี่ ไทยแลนด์ (CEO Factory (อ่านต่อ...
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และ โลก ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ หลายธุรกิจ หลายองค์กร ต่างพยายามมองหาช่องทางใหม่ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไป ซึ่งก็สอดรับกับ การจัดงาน “ขายดีประเทศไทย” ของทาง สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ซึ่งจับมือกับ ผู้นำองค์กร ผู้ประกอบการา และ SME ไทย ได้ถอดบทเรียนสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญ ในการเปิดมุมมอง ที่ทำให้เห็น ทิศทางการตลาดใหม่ และ กลยุทธ์ ที่เป็นแนวทางการปรับตัวในบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว “ยุโรป–อินเดีย” สองตลาดแห่งอนาคต โอกาสที่มาพร้อมเงื่อนไขใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้น ธุรกิจไทยจำเป็นต้อง “คิดใหม่” ในการเลือกตลาด โดยเวที “อ่านต่อ...
เดินเกมรุก รับกระแสตลาดออนไลน์โตแรง เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจ สำหรัล ซูเปอร์สปอร์ต ที่ก้าวออกมาเผยกลยุทธ์ ในปี 2569 สร้างการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬาไทย โดยเตรียมงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท เพื่อยกระดับแบรนด์สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬาที่ตอบโจทย์อย่างครบวงจร ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ภายใต้แนวคิด “Move to อ่านต่อ...
3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (Thai Sugar อ่านต่อ...
จากร้านเล็กใน อ.สวรรคโลก สู่ธุรกิจยางรถยนต์ 30 ปี “คุณเกียง–กัญญาพันธ์ เจริญสวรรค์ และ คุณ คิ้ม-วัลย์ลดา เจริญสวรรค์ ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุโขทัยมาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ทรานส์ จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจว่า กิจการเริ่มต้นจากรุ่นคุณพ่อ (Gen 1) ที่มองเห็น “โอกาสก่อนใคร” ในยุคที่จังหวัดสุโขทัยยังไม่มีศูนย์บริการยางรถยนต์มากนัก จากร้านปะยางเล็ก ๆ ในอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ค่อย ๆ พัฒนาเพิ่มบริการตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ จนเติบโตและขยายเข้าสู่ตัวเมืองสุโขทัยในปัจจุบัน ในปัจจุบัน มีบริการทั้งยางรถนั่ง ยางรถขนส่งและยางอุตสาหกรรมต่าง ๆ “ตอนนั้นรถเยอะขึ้น แต่คนให้บริการยังน้อย คุณพ่อเลยมองเห็นช่องว่างตรงนี้ค่ะ” กลยุทธ์ธุรกิจ: เราไม่ได้ขายแค่ยาง แต่ขาย “การบริการที่ ซื่อสัตย์ จริงใจ” หัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดมากว่า 30 ปี คือ การบริการด้วย “ความซื่อสัตย์ [&อ่านต่อ...
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของอุตสาหกรรมความงาม ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค “คุณบริง-วลัญช์ทยา จีรโชตินันท์” Co-founder โรงงานผลิตครีม วธูธร (อ่านต่อ...
“เราไม่ได้ขายบันได…แต่เราพาลูกค้าไปสู่ความสำเร็จ” ท่ามกลางอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และพฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการ “โซลูชัน” มากกว่า “สินค้า” การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด “ลายวิจิตร” บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านบันไดสำเร็จรูปที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 5 ทศวรรษ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ภายใต้การนำของ “คุณเอ-พีระศิลป์ ตั้งกิจงามวงศ์” กรรมการผู้จัดการ รุ่นที่ 3 ของครอบครัว ซึ่งกำลังรีดีไซน์องค์กรจาก “ผู้ผลิตสินค้า” สู่ “ผู้ช่วยเหลือที่ไว้ใจได้” พร้อมวางเกมธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว จากธุรกิจครอบครัว สู่แบรนด์ที่ต้อง “สร้างแรงบันดาลใจ” แม้จะไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้ง แต่บทบาทของผู้บริหารรุ่น 3 กลับมีความท้าทายไม่แพ้การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เพราะต้องรักษารากฐานเดิม พร้อมกับสร้างการเติบโตในบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป คุณพีระศิลป์ นิยามเป้าหมายของ “ลายวิจิตร” ไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เพียงบริษัทที่ขายสินค้า แต่เป็น “บริษัทที่สร้างแรงบันดาลใจ” ให้กับทุก อ่านต่อ...

