สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ออก “ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับบุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัย กรณีการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการประกันภัยผ่านสื่อดิจิทัล พ.ศ. 2569” ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับบุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัย ซึ่งเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการประกันภัยผ่านสื่อดิจิทัล รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) บล็อกเกอร์ (Blogger) และผู้สร้างเนื้อหา (Content Creator) ให้สามารถสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการประกันภัยและผลิตภัณฑ์ประกันภัยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้งคุ้มครองประชาชนจากการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เกินความจริง หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อดิจิทัล โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ เป็นช่องทางสำคัญที่ประชาชนใช้ค้นหาและรับข้อมูลเกี่ยวกับการประกันภัย ขณะเดียวกันมีอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากให้ความสนใจเกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหาประกันภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของประชาชน สำนักงาน คปภ. จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการประกันภัยดังกล่าว อันเป็นการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน และใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาพบว่าการเผยแพร่เนื้อหาบางลักษณะอาจเข้าข่ายเป็นการชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันภัย ซึ่งถือเป็นการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่กฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการโดยผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันภัยหรือนายหน้าประกันภัย รวมถึงพบเนื้อหาบางส่วนที่ไม่ถูกต้อง เกินความจริง หรืออาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด สำนักงาน คปภ. […]
วิริยะประกันภัย โชว์ผลงานครึ่งปีแรกกลุ่ม Non-Motor โตแรง 18% สูงกว่าภาพรวมตลาดที่ขยายตัวเพียง 3% ขณะที่กลุ่ม P&อ่านต่อ...
ชวนค้นพบ “ชีวิตดีๆ” ผ่านประสบการณ์ดูแลชีวิตครบทุกมิติ ไทยประกันชีวิต เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์และยกระดับการดูแลลูกค้าอย่างรอบด้าน เปิดแคมเปญ “BEHIND THE อ่านต่อ...
เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน เงินเดือนก้อนแรกๆ เพิ่งเข้าบัญชี เชื่อว่าหลายคนกำลังสนุกกับการใช้ชีวิตในโลกของวัยทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งการนัดแก๊งเพื่อนไปกินปิ้งย่างมื้อเย็น กดบัตรคอนเสิร์ตศิลปินโปรด หรือช้อปปิ้งแกดเจ็ตใหม่ๆ ที่เคยอยากได้ตอนเรียน การมีรายได้เป็นของตัวเองมันช่างชวนให้เปย์แบบไม่คิดอะไรมาก แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เริ่มเห็นรุ่นพี่ในออฟฟิศคุยกันเรื่องการบริหารเงินและการวางแผนภาษี มนุษย์เงินเดือนป้ายแดงหลายคนก็เริ่มหันกลับมามองอนาคตตัวเองบ้าง จนเกิดเป็นคำถามยอดฮิตในหัวว่าทําประกันชีวิตแบบไหนดีที่จะเข้ามาช่วยสร้างเซฟตี้เน็ตให้ชีวิต โดยที่ไม่ทำให้ไลฟ์สไตล์สุดชิคในปัจจุบันต้องสะดุดหรือกลายเป็นภาระหนักอึ้งชวนอึดอัด 1. เบี้ยประกันที่ใช่ ต้องไม่เบียดบังงบใช้ชีวิตประจำวัน ความผิดพลาดคลาสสิกของ First Jobber ส่วนใหญ่คือการตกลงใจทำประกันที่ต้องจ่ายเบี้ยสูงเกินไป เพียงเพราะหลงคารมโฆษณาเรื่องเงินปันผลก้อนโตในอนาคต สุดท้ายกลายเป็นว่าต้องยอมหักดิบตบะแตก อยู่อย่างประหยัดรัดเข็มขัดจนชีวิตไร้สีสัน หลักการทางเงินที่ถูกต้องสำหรับคนเพิ่งเริ่มทำงานในการพิจารณาว่าทําประกันชีวิตแบบไหนดี คือการคำนวณสัดส่วนเบี้ยประกันรวมทั้งหมดไม่ให้เกิน 10% ของรายได้ทั้งปี ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าคุณมีเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 20,000 บาท เบี้ยประกันต่อปีก็ไม่ควรเกิน 24,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 2,000 บาท วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีเกราะป้องกันความเสี่ยงที่จับต้องได้จริง โดยที่ยังมีเงินเหลือไปสนุกกับชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมานั่งเครียดตอนปลายเดือน 2. เน้นความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ช่วงอายุยี่สิบต้นๆ เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ่อยมาก ทั้งการย้ายที่ทำงาน เปลี่ยนสายอาชีพ หรือบางคนอาจจะวางแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ การเลือกทำประกันแบบดั้งเดิมที่ต้องส่งยาวนาน 20อ่านต่อ...
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดย นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการ ด้านกำกับคนกลางและประกันภัยภูมิภาค และผู้บริหารสำนักงาน คปภ. พร้อมคณะผู้แทนจากภาคธุรกิจประกันภัย เข้าร่วมพิธีมอบค่าสินไหมทดแทนและเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ทายาทผู้เสียชีวิต จากเหตุใช้อาวุธปืนภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งภาครัฐได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จำนวน 6 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,800,000 บาท โดยคณะผู้จัดงานได้ร่วมไว้อาลัยและร่วมให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้ประสบภัย ณ ห้องประชุม ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ในพิธีการดังกล่าว ภาคธุรกิจประกันภัยได้ร่วมกันมอบค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้เสียชีวิต จำนวน 6 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,303,169 บาท ประกอบด้วย บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบเงินแก่ทายาทของผู้เสียชีวิต 6 ราย รายละ 100,000 บาท รวม 600,000 บาท บริษัท […]อ่านต่อ...
สำนักงาน คปภ. เดินหน้ายกระดับบทบาทอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเชื่อมศักยภาพของภาคธุรกิจประกันภัยไทยเข้ากับกรอบความร่วมมือระดับประเทศระหว่างไทยและรัสเซีย พร้อมขับเคลื่อนในระดับภาคธุรกิจควบคู่กัน เพื่อเปิดโอกาสใหม่ในการใช้กลไกประกันภัยสนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย (Joint อ่านต่อ...
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จัดโครงการสัมมนาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรื่องร้องเรียนและระงับข้อพิพาทด้านการประกันภัย (โครงการสัมมนาลดเรื่องร้องเรียนสัญจร) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 9 – 11 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมภัทธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดพิษณุโลก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนและสินไหมทดแทน พร้อมสร้างความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันระหว่างสำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และภาคธุรกิจประกันภัย โดยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้มอบนโยบายการดำเนินงานแก่สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์และ สายส่งเสริมและประกันภัยภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนในระดับพื้นที่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้สามารถติดตามและแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เลขาธิการ คปภ. มอบหมายให้นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เป็นประธานเปิดการสัมมนาและมอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยมีรองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย รองเลขาธิการ ด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี ผู้ช่วยเลขาธิการ […]อ่านต่อ...
การเป็นพนักงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือนมักจะมาพร้อมกับความอุ่นใจในเรื่องสวัสดิการพนักงานที่องค์กรมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยหรือการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนเกิดความลังเลใจและตั้งคำถามว่า ประกันภัยสุขภาพจำเป็นไหม? ในเมื่อเรามีสิทธิพื้นฐานคอยดูแลอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงท่ามกลางสถานการณ์ค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจข้อจำกัดของสวัสดิการที่มีอยู่จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะช่วยให้เราวางแผนชีวิตได้อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่เกิดเหตุเจ็บป่วยหนัก เงินเก็บออมที่สะสมมาจะไม่สูญหายไปกับค่ารักษาพยาบาล กางกระเป๋าเช็กสิทธิ สวัสดิการพนักงานที่มีอยู่ คุ้มครองอะไรบ้าง ลองมาสำรวจและทำความเข้าใจรูปแบบสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลที่พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่มักจะได้รับจากที่ทำงานกันก่อนว่าครอบคลุมอะไรบ้างเพื่อประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง สิทธิประกันภัยสังคม พื้นฐานที่ทุกคนต้องมี สวัสดิการภาคบังคับตามกฎหมายที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี สิทธินี้จะช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาลตามสถานพยาบาลที่เราเลือกสิทธิ์ไว้ โดยครอบคลุมทั้งการรักษาโรคทั่วไป การคลอดบุตร หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นและการเลือกสถานพยาบาลค่อนข้างมีจำกัด เนื่องจากการใช้สิทธิ์จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรเท่านั้น หากมีความจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งอื่นนอกเหนือจากสิทธิ์ หรือต้องการแพทย์เฉพาะทางที่อยู่นอกระบบ ก็อาจจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านั้นด้วยตัวเอง ประกันภัยสุขภาพกลุ่ม สวัสดิการพิเศษจากบริษัท หลายบริษัทมีการเพิ่มสวัสดิการในรูปแบบของประกันภัยสุขภาพกลุ่มเพื่อช่วยดูแลพนักงาน ซึ่งข้อดีคือช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าโรงพยาบาลเอกชนพันธมิตรได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสดออกไปก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่พนักงานต้องรู้คือประกันภัยสุขภาพกลุ่มส่วนใหญ่มักจะมีการจำกัดวงเงินย่อย ๆ ในแต่ละหมวดการรักษาอย่างเข้มงวด เช่น จำกัดค่าห้องพักต่อคืน จำกัดค่าแพทย์ตรวจเยี่ยม หรือจำกัดค่ารักษาต่อครั้ง ซึ่งเพดานเหล่านี้มักจะถูกตั้งไว้ตามมาตรฐานพื้นฐานทั่วไป หากเกิดการเจ็บป่วยหนักที่ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงเกินวงเงิน ส่วนต่างที่เกิดขึ้นก็จะเป็นหน้าที่ของพนักงานที่ต้องจ่ายเองทั้งหมด 4 เหตุผลที่บอกว่า “สวัสดิการเดิม” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แม้สวัสดิการพื้นฐานจะช่วยแบ่งเบาภาระไปได้ในระดับหนึ่ง แต่การฝากความหวังทั้งหมดไว้กับสิทธิของบริษัทเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินโดยไม่รู้ตัวจากปัจจัยรอบด้านเหล่านี้ 1. กับดักค่ารักษาพยาบาล เฟ้อขึ้นทุกปีแต่วงเงินเท่าเดิม ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนปัจจุบันมีการปรับตัวสูงขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับวงเงินสวัสดิการของบริษัทที่มักจะคงที่เท่าเดิมเป็นเวลานาน ค่าห้องพักโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในตอนนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนวงเงินสวัสดิการกลุ่มที่มีอยู่อาจครอบคลุมได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ส่งผลให้ทุกครั้งที่ต้องนอนโรงพยาบาล พนักงานจึงมักจะต้องพบกับปัญหาส่วนต่างค่าห้องและค่ายาที่บานปลายออกมาเสมอ […]อ่านต่อ...
ไทยประกันชีวิต เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การดูแลที่มากกว่าการประกันชีวิต ผนึกความร่วมมือเครือ BDMS ส่งมอบสิทธิพิเศษด้านสุขภาพแบบองค์รวมแก่ลูกค้า “ไทยประกันชีวิต ไลฟ์เวิร์ส” เชื่อมโยงการดูแลอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกันและตรวจคัดกรอง การเข้าถึงแนวทางการรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสุขภาพ ตอกย้ำการเป็น Life อ่านต่อ...
ไทยประกันชีวิตแจ้งผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 กำไรสุทธิแข็งแกร่ง 6,575 ล้านบาท เติบโต 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการสร้างผลกำไรอย่างมีเสถียรภาพ โดยกำไรจากการให้บริการตามสัญญาจากกรมธรรม์ใหม่ (New Business อ่านต่อ...

