สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

jumpon

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จเปิดประชุมวิชาการนานาชาติการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน ครั้งที่ ๓ ทรงลงพระนามความร่วมมือ ๔ ฉบับกับองค์กรนานาชาติ

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านการแพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน ครั้งที่ ๓ ประจำปี ๒๕๖๙ หรือ The 3rd อ่านต่อ...

“กาแฟพันธุ์ไทย” จับมือ “ททท.” ปลุกพลังไทยเที่ยวไทย ส่งต่อรายได้สู่ชุมชน

  0000กาแฟพันธุ์ไทย แบรนด์เครื่องดื่มสัญชาติไทย ประกาศจับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าผลักดันโครงการ “Heritage อ่านต่อ...

วิเคราะห์ปัญหา “พระเสพเมถุน–ยักยอกทรัพย์” ทำไมเกิดซ้ำไม่รู้จบ และจะแก้อย่างไร?

กรณีล่าสุดของอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในคดีเกี่ยวกับการเบียดบังเงินวัดและฟอกเงิน โดยมีรายงานความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีหลักฐานเกี่ยวกับการเสพเมถุนกับหญิงคนสนิทภายในกุฏิ ก่อนถูกนำไปลาสิกขาในวันเดียวกัน กรณีนี้สะท้อนปัญหาเก่าที่ยังวนกลับมาเกิดซ้ำในวงการสงฆ์ไทยอย่างเจ็บปวด สิ่งที่น่าคิดคือ ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดจาก “พระรูปหนึ่งรูปใด” เท่านั้น แต่เกิดจากช่องโหว่เชิงระบบที่เปิดโอกาสให้พระบางรูปสามารถครอบครองทั้ง “อำนาจทางศาสนา” และ “อำนาจทางการเงิน” ไว้ในมือเดียว หากไม่มีระบบตรวจสอบที่แข็งแรง ความศรัทธาของประชาชนก็อาจกลายเป็นเกราะกำบังให้การกระทำผิดดำเนินต่อไปได้นาน ปัญหาข้อแรก คือ “เงินวัด” ยังพึ่งพาความไว้ใจมากกว่าระบบบัญชี วัดจำนวนไม่น้อยมีเงินบริจาค เงินทำบุญ รายได้จากวัตถุมงคล งานบุญ ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นเป็นจำนวนมาก แต่ระบบบัญชี การเปิดเผยรายรับรายจ่าย และการตรวจสอบยังไม่เข้มแข็งเท่ากับองค์กรสาธารณะประเภทอื่น เมื่อคนหนึ่งคนสามารถรับเงิน ตัดสินใจใช้เงิน และควบคุมเอกสารได้พร้อมกัน ความเสี่ยงจึงสูงมาก ทางแก้ไม่ใช่เพียง “จับคนผิดให้ได้” แต่ต้องทำให้เงินวัด ตรวจสอบได้แบบ real-time หรืออย่างน้อยตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย เช่น บังคับใช้บัญชีเดียวของวัด ลดการรับเงินสด เปิดเผยรายรับรายจ่ายรายไตรมาส และให้มีคณะกรรมการการเงินที่ไม่ขึ้นกับเจ้าอาวาสเพียงคนเดียว ปัญหาข้อที่สอง […]อ่านต่อ...

“ญาณิกา” ชู Zero Accident สู่ Zero Harm สอดรับโลกการทำงานยุคใหม่  ย้ำความปลอดภัยคือส่วนหนึ่งของการพัฒนาทุนมนุษย์

วันที่ 11 กันยายน 2569 นางญาณิกา เทียนทอง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบโล่และประกาศเกียรติคุณกิจกรรมการรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ ประจำปี 2569 (Zero Accident อ่านต่อ...

เปิดตัวแล้ว! “กร วชากร” นั่งแท่นบัดดี้ “ชายแฮ็คส์” ในโปรเจกต์ “Buddy Life” หนุ่มดีกรีเวทีนายแบบร่วมสร้างสีสันคู่ “ChaiKorn–ชายกร”

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับโปรเจกต์ “Buddy Life” ที่ล่าสุดได้เผยโฉมบัดดี้คนใหม่ของ “ชายแฮ็คส์–ดร.วโรดม ศิริสุข” โดยคว้าหนุ่มหล่อดีกรีเวทีนายแบบ “กร–วชากร ศกุนะสิงห์” มาร่วมสร้างสีสันในฐานะคู่บัดดี้ ภายใต้ชื่อ “อ่านต่อ...

กรมเจรจาฯ ปั้นผู้บริหารยุคใหม่ NIC²E รุ่น 4 ผนึกพันธมิตรลงนาม MOU 5 ปี ยกระดับผู้ประกอบการไทย

กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้บริหารยุคใหม่ด้านการค้าระหว่างประเทศ ผ่านโครงการ FTA Club รุ่นที่ 4 และหลักสูตร “การค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้บริหารยุคใหม่” (อ่านต่อ...

น้ำจิ้มข้าวมันไก่สูตรไหหลำ “ แบรนด์ โกเต็ง” ถ่ายทอดจากสูตรเด็ดครอบครัวทำกว่า 30 ปี

น้ำจิ้มข้าวมันไก่สูตรไหหลำแบรนด์โกเต็ง จังหวัดน่าน กำลังมีการพูดถึงกันในโลกออนไลน์ หลังจาก นางสาวกุลชรี อัครฉัตรโภคิน ห้างหุ้นส่วนจำกัด กำตังค์ฟู้ด เจ้าของร้านข้าวมันไก่สูตรไหหลำ ที่จังหวัดน่าน ได้นำสูตรเด็ดน้ำจิ้มที่ครอบครัวโดยคุณแม่เคยทำขายมากกวา 30 ปี ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มาบรรจุขวดขาย พอลูกค้าซื้อไปนอกจากจะนำไปกินกับข้าวมันไก่ ก็จะยังนำไปปรับใช้กับเมนูอื่นๆ ที่ต้องใช้เต้าเจียว เช่น นำไปราดในปลานึ่งเต้าเจียว และ น้ำจิ้มเมนูปลาลวกจิ้ม และใส่ในผัดผักบุ้ง ข้าวต้มปลา ฯลฯ เป็นเมนูที่ใช้เต้าเจียวเป็นส่วนผสม ก็จะหันมาใช้น้ำจิ้มข้าวมันไก่ สูตรไหหลำของโกเต็งแทน นางสาวกุลชรี เล่าว่า ตนเองทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่สูตรไหหลำโกเต็งออมาขายได้ประมาณ 7 ปี เดิมเปิดร้านข้าวมันไก่อยู่แล้ว ก็เลยนำสูตรน้ำจิ้มข้าวมันไก่ของเราบรรจุขวดขาย โดยปัจจุบันจะมีวางขายทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ทางออนไลน์ ขายผ่านแพลตฟอร์ม Shopee รวมถึงช่องทางโซเชียลฯ ไม่ว่าจะเป็น Facebook และ อ่านต่อ...

“ดร.ณัฐวุฒิ” ชี้คดีฮั้ว สว. ต้องยึดมติ กกต.เสียงข้างมาก เตือนอย่าแทรกแซงกระบวนการวินิจฉัย พร้อมตั้งข้อสังเกตหลายประเด็นทางกฎหมาย

วันที่ 11 กันยายน 2569 จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดพิจารณาลงมติชี้ขาดคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ 14 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน และประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท AURELIAN GROUP จำกัด ให้ความเห็นว่า กระบวนการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมถึงระเบียบของ กกต. ที่เกี่ยวข้อง ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ในขั้นตอนสุดท้าย การวินิจฉัยของ กกต. ต้องยึดมติเสียงข้างมาก ก่อนจัดทำคำวินิจฉัยและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด พร้อมแสดงความเห็นว่า ผลการพิจารณาอาจยังไม่สามารถเปิดเผยได้ทันทีในวันที่มีการลงมติ และต้องรอการจัดทำคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ดร.ณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกรณีการแต่งตั้ง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เข้าไปมีบทบาทในคณะอนุกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร โดยตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการแต่งตั้งดังกล่าว พร้อมระบุว่า อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเกี่ยวกับบุคคลหลายรายที่อาจเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลจากคดีหรือเอกสารราชการไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างและข้อสังเกตของผู้ให้สัมภาษณ์ และยังไม่ถือเป็นข้อยุติทางกฎหมาย ดร.ณัฐวุฒิยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลจากกระบวนการสอบสวนหรือพยานหลักฐานในคดีไปอภิปรายทางการเมือง โดยเห็นว่า หากมีการนำข้อมูลที่อยู่ในสำนวนของหน่วยงานรัฐออกมาใช้โดยไม่ชอบ [&อ่านต่อ...