‘กรุงศรี’ ปักธง Next Level ยกระดับธุรกิจไทย ดันยอด ESG แตะ 3.5 แสนล้าน
กรุงศรี กางแผนยุทธศาสตร์ลูกค้าธุรกิจข้ามปี เดินหน้าสู่ “Next Level” ชูบทบาท “Solution Bank” และ “Trust Partner” เคียงข้างลูกค้าไทยและต่างชาติ ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน พร้อมประกาศปรับเป้าหมายสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (ESG) สู่ระดับ 3.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573
นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจบิ๊กคอร์ปอเรทและวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยถึงทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินงานว่า ธนาคารมุ่งเน้นการพาธุรกิจไทยไปสู่ระดับที่เหนือกว่า หรือ “Next Level” โดยวางเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจในปีนี้ไว้ที่ 2-4%
ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน แม้สถานการณ์โลกจะมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่กรุงศรีเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare, Energy, และ Data Center ซึ่งมีการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกลยุทธ์ในครั้งนี้คือการปรับเพิ่มตัวเลขเป้าหมายสนับสนุนทางการเงินเพื่อความยั่งยืน จากเดิม 2.5 แสนล้านบาท พุ่งสู่ 3.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 นายประกอบระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการของลูกค้าขนาดใหญ่ที่รุกหนักด้าน ESG อย่างจริงจัง
โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน โดยในปีที่ผ่านมา กรุงศรีประสบความสำเร็จในการสนับสนุนสินเชื่อและตราสารหนี้สีเขียวให้กับลูกค้ารายใหญ่หลายราย อาทิ BEM 8,000 ล้านบาท และ RATCH 3,500 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต
นอกจากนี้ ธนาคารยังได้จัดตั้งหน่วยงานภายในที่เรียกว่า IDCC เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรไปสู่เป้าหมาย Net Zero และทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน อย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ในฐานะสมาชิกของ MUFG ซึ่งเป็นกลุ่มสถาบันการเงินระดับโลก กรุงศรีได้วางตัวเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักลงทุนต่างชาติและธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจาก ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในไทยในฐานะภูมิภาคที่ปลอดภัยและมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม
โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ Data Center ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างลูกค้ายักษ์ใหญ่ต่างชาติกับบริษัทในไทย ซึ่งกรุงศรีทำหน้าที่เป็น Green Facility Coordinator สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
“เราไม่ได้มองแค่การให้สินเชื่อ แต่เรามองการสร้าง Value Creation ผ่านเครือข่ายของ MUFG” นายประกอบกล่าว พร้อมเสริมว่าธนาคารพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าบิ๊กคอร์ปอเรทกับ SME ไทย เช่น การจับคู่ธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินกู้และเทคโนโลยีสะอาดได้ง่ายขึ้น”นายประกอบ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายประกอบยอมรับว่ายังมีปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่งออกอาหารและอุตสาหกรรมหนักที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงความเปราะบางของกลุ่ม SME ที่ยังติดกับดักเรื่องต้นทุนในการปรับตัวสู่ ESG ซึ่งเป็น “Pain Point” สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้ไข
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ ที่อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาสงครามในต่างประเทศและราคาน้ำมัน แต่ด้วยฐานรากที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ กรุงศรีเชื่อมั่นว่าจะสามารถประคองลูกค้าให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้
สำหรับเป้าหมายในระยะ 3 ปีข้างหน้า กรุงศรีกำลังเร่งทำแผนเชิงรุกเพื่อยกระดับการทำงานผ่าน 3 แกนหลัก คือ Financial Social Super Finance, Value Creation & Collaboration และ Digital Solution เพื่อให้การทำธุรกรรมของลูกค้าง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และลดความเสี่ยงด้านความผิดพลาดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
“ทุกปีไม่มีปีที่ง่าย เราต้องตื่นมาดูว่าปัจจัยโลกจะกระทบเราอย่างไร แต่ด้วยเรือที่เราสร้างขึ้นมาให้แข็งแกร่ง เราจะพาพ้นพายุและเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า เพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระดับ Next Level อย่างยั่งยืน” นายประกอบ กล่าวทิ้งท้าย
