โลกรุม ‘กัมพูชา’ ปราบสแกมเมอร์ หรือแผนมหาอำนาจชิง ‘อาเซียน’
จากแผนสกปรกของคนตระกูลฮุนผู้นำกัมพูชาที่เที่ยวกุข่าวเท็จฟ้องชาวโลก ฟ้องศาลโลก ยันสหประชาชาติว่าถูกประเทศไทยรังแก หวังหาพวกกวักมือเรียกมหาอำนาจมาช่วยรบกับไทย แต่เมื่อความเน่าเฟะจาก “อาชญากรรมออนไลน์”ในแผ่นดินกัมพูชาเป็นที่ประจักษ์ วันนี้โลกกลับมาล้อมพร้อมรุมกระทืบกัมพูชา เกิดความร่วมมือระดับนานาชาติในการปราบขบวนการสแกมเมอร์ ซี่งอาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนตัวผู้นำกัมพูชา เพราะวันนี้กัมพูชาได้กลายเป็น“สนามแข่งขันทางอิทธิพล” ของมหาอำนาจซึ่งต่างต้องการแทรกตัวเข้ามากำหนดกฎระเบียบดิจิทัลและอำนาจการสอดส่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ช่วงสองปีที่ผ่านมา ชื่อของกัมพูชากลายถูกล้อว่าเป็น Scambodia จากพฤติกรรมการเติบโตของอาชญากรรมออนนไลน์ที่มีทั้งการหลอกลงทุน โรแมนซ์สแกม หลอกค้าแรงงานมนุษย์ การพนันออนไลน์ และการฟอกเงินผ่านคริปโต ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในเมืองสีหนุวิลล์และปอยเปต โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ได้รับการลงทุนจากจีนตามนโยบาย “เส้นทางสายไหมยุคใหม่”ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI)
โครงการ BRI เกิดมาพร้อมกับการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำจีนของ สี จิ้นผิง เพื่อขยายอิทธิพลของจีนแบบสร้างความร่วมมือกับนานาชาติในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบการขนส่งทางราง ทางบก ทางน้ำ และอากาศ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าระหว่างจีนกับโลก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจีนได้ขยายอิทธิพลในกัมพูชาทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง เงินทุนจากรัฐบาลปักกิ่งประเคนให้กัมพูชาจำนวนมหาศาล ในการสร้างถนน ทางด่วน สนามบินเตโชที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการ ท่าเรือเรียมที่เป็นทั้งท่าเรือเพื่อการพาณิชย์และฐานทัพ รวมไปภาคเอกชนจีนที่บุกลงทุนสร้างอาคารสูง โรงแรม กาสิโน ฯลฯ และจีนได้เยินยอกัมพูชาว่าเป็น “มิตรที่ไว้ใจได้”
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตามมาพร้อมกับผลประโยชน์คือ “ทุนสีเทา” ที่หนีการปราบปรามจากแผ่นดินใหญ่เข้าสู่กัมพูชาโดยได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการ นักการเมือง และคนในตระกูลฮุน กลายเป็นขบวนการอาชญากรรมระดับโลกที่สร้างภาพลักษณ์เสียหายแก่จีน เพราะรายงานจากสหประชาชาติและ Interpol พบว่า กว่า 70% ของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามีต้นตอมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่หนีคดีมาพร้อมทุนหนาและเทคโนโลยีสื่อสารขั้นสูง
แม้ทางการจีนพยายามปฏิเสธและแสดงความร่วมมือในเชิงเทคนิค เช่น การส่งตำรวจมาร่วมตรวจสอบบางพื้นที่ และการอ้างว่าจับกุมคนจีนหลายร้อยคนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในอาเซียน แต่สื่อตะวันตกชี้ว่าปักกิ่งเลือกปฏิบัติเป็นบางพื้นที่เพราะไม่อยากให้กระทบต่อ “เขตอิทธิพล” ที่กำลังพัฒนาจนเกิดการชะงักงันและเสียประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
การที่จีนไม่ลุยให้สุดอย่างที่เคยลุยกับขบวนการจีนเทาให้เมียนมา ขณะที่ความเดือดร้อนจากแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชายังเติบโตและสร้างความเดือดร้อนขยายวงไปในวงกว้าง จึงเป็นการเปิดโอกาสให้อำนาจภายนอกช่วงชิงบทบาทแทรกตัวเข้ามายังกัมพูชาอย่างรวดเร็ว
“เกาหลีใต้” เป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนในกัมพูชามายาวนานและจำนวนมาก เมื่อเกิดกรณีชาวเกาหลีเสียชีวิตจากการซ้อมทรมานและสูญหายจำนวนมาก รัฐบาลเกาหลีใต้ที่เรียกร้องรัฐบาลกัมพูชามานานแล้ว จึงเลิกอดทนที่จะรั้งรอ
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้าน “Cyber Crime Suppression” กับกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา ก่อนจะส่งผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและเจ้าหน้าที่สืบสวนกว่า 200 นายมาตามคนเกาหลีที่สูญหาย พร้อมจับกุมคนเกาหลีที่มีส่วนร่วมกับแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา
ที่น่าสนใจคือ การเข้ามาของเกาหลีใต้ครั้งนี้ มีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลอังกฤษอยู่เบื้องหลัง ผ่านโครงการร่วม “Digital Security Partnership” ที่ได้รับงบสนับสนุนจาก USAID และกองทุนด้านความมั่นคงไซเบอร์ของสหราชอาณาจักร โดยเป้าหมายคือการ “ทวงพื้นที่ความไว้วางใจ” ของประชาคมอาเซียนที่กำลังถูกจีนครอบงำในมิติเทคโนโลยี
วอชิงตันมองว่าการเข้าไปช่วย “ทำความสะอาด” กัมพูชา ไม่เพียงเป็นการปราบอาชญากรรม แต่ยังเป็น การสถาปนามาตรฐานดิจิทัลแบบตะวันตกในภูมิภาคที่จีนพยายามสร้างระบบข้อมูลแบบควบคุม
มองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ การปราบอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชาไม่ใช่แค่การจับผู้ร้าย แต่คือการ “เข้าถึงฐานข้อมูล” และ “ระบบสื่อสาร” ภายในประเทศที่เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของแต่ละขั้ว
เมื่อเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เข้ามาทำงานร่วมกับกัมพูชา พวกเขาจะสามารถเข้าถึงข้อมูลระดับเครือข่ายโทรคมนาคมและธุรกรรมออนไลน์จำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์เชิงข่าวกรองได้โดยตรง นี่คือสิ่งที่จีนจับตาอย่างระแวดระวัง
ปักกิ่งอาจจะต้องทบทวนคำว่า “มิตรที่ไว้ใจได้” เมื่อรัฐบาลพนมเปญแสดงพฤติกรรมเล่นไพ่สองหน้า เริ่มเปิดประตูหลังให้สหรัฐฯ เข้ามาสร้างอิทธิพลแข่งกับจีน เริ่มจากผู้นำกัมพูชาไม่สมหวังเมื่อจีนเลิกสนับสนุนเมกะโปรเจ็กต์โครงการขุดคลองฟูนันเตโชเชื่อมพนมเปญ-อ่าวไทย ซึ่งต้องใช้ทุนมหาศาล 1,700 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 54,000 ล้านบาท) ซึ่งจีนคงเห็นว่าเป็นโครงการหาเสียงทางการเมืองและมีโอกาสคอรัปชั่นสูงเช่นเดียวกับอีกหลายโครงการ
หรือในกรณีที่กัมพูชาหาเรื่องทะเลาะกับไทยจนเกิดสงครามแล้วจีนไม่เข้าข้าง กัมพูชาจึงหันหาสหรัฐฯเรียกพ่อใหญ่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯมาเป็นทูตสันติ สนับสนุนให้รับรางวัลโนเบล และเลยเถิดจะให้มาเป็นประธานเซ็นสัญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ในการประชุม ASEAN Summit ช่วง 26-28 ตุลาคม 2025 ที่มาเลเซีย
ทรัมป์ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำที่ “หิวแสง” และต้องการแสดงบทบาทเชิงรุกในเอเชียเพื่อตัดอิทธิพลจีนเหมือนช่วงสงครามการค้ารอบแรกในปี 2018 การที่เขาจะเข้าร่วมเวทีอาเซียนซัมมิทครั้งนี้ ย่อมมาพร้อม “วาระซ่อนเร้น” ทั้งเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงอินโด–แปซิฟิก และการสร้างพันธมิตรไซเบอร์ร่วมกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
สมัยที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 ทรัมป์เรียกว่า “ไวรัสจีน” และในเวทีอาเซียนทรัมป์อาจเรียก “สแกมเมอร์จีนในกัมพูชา” มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีจีนทางอ้อม ด้วยการชี้ให้เห็นว่าระบบกฎหมายและการตรวจสอบของจีนไม่โปร่งใส และว่าอาชญากรรมข้ามชาติจากจีนคือผลพวงของระบอบที่ไร้การควบคุมภายใน
ฝ่ายรัฐบาลปักกิ่งแม้ยังเงียบตามสไตล์พญามังกรที่สงบนิ่งเพื่อรอดูท่าทีคู่ต่อสู้ หากทรัมป์แสดงวาทะกรรมโจมตีหรือกล่าวหาจีน ฝ่ายจีนก็พร้อมจะตอบโต้อย่างทันท่วงที
การปราบสแกมเมอร์ในกัมพูชา อาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม แต่เชื่อได้ว่านี่จุดเริ่มต้นของสงครามอิทธิพลไซเบอร์แห่งศตวรรษที่ 21 ที่กำลังคืบคลานเข้าสู่ใจกลางอาเซียนอย่างเงียบๆ โดยกัมพูชาคือสนามประลองกำลังแรกที่อาจจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
***************************
