แผนขอทุน “ทำร้าย” ไทย
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนน่าจะได้เห็น หรือ ได้ยินช่าว หน่วยงานแห่งชาติ เพื่อการห้ามอาวุธเคมี นิวเคลียร์ ชีวภาพ และรังสี (NACW) ของประเทศข้างบ้าน ออกมาเรียกร้องต่อประชาคมโลกระหว่างประเทศ ในการขอความช่วยเหลือด้านเงินทุน สำหรับนำมาล้างและกำจัดสารพิษกว่า 70 ชนิด ที่มาจากอาวุธเคมีของไทย ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพ ของประชาชน และ สิ่งแวดล้อม ในกัมพูชา หลังจากการปะทะกันระหว่าง กองทัพไทย และกองกำลังของตัวเอง
อาวุธเคมี ที่ฝั่งข้างบ้านอ้างนั้น กว่า 70 ชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้น ว่ากันว่า มี “สารฟอกขาว” รวมอยู่ด้วย
…. ห๊ะ! ได้ยินขื่อสารเคมี ที่ประเทศข้างบ้านอ้างมา ก็รู้สึกต๊กกะใจ เลยทีเดียว…เพราะแทบไม่อยากเชื่อว่า สารฟอกขาว จะมีอันตรายได้ถึงขนาดนั้น เลยหรือ? … และถึงขนาดต้องไปเรียกร้องขอระดมเงินบริจาค จากนานาชาติ แบบกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต กันทีเดียว
ถามจริงๆ การออกมาร้องแร่แห่กระเชอ ครั้งนี้มีอะไรซ่อนไว้ข้างหลัง หรือ มีนัยยะ อะไรหรือเปล่า
หากให้ตอบ ก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้มีเงื่อนงำ อย่างแน่นอน…. เพราะในแต่ละครั้งที่ ประเทศข้างบ้านรายนี้ ออกมาตะโกน ร้องปาวๆ ไม่เพียงเพื่อจะออกมาขอความเห็นอกเห็นใจ จากชาวโลก ในฐานะที่เขาเป็น “เหยื่อ” เท่านั้น ทว่า ยังเป็นเหมือนการใส่ร้ายประเทศไทย ให้เป็นเหมือนผู้ร้ายในสังคมโลก ไปพร้อมกัน
เรียกว่า เป็นแผนการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ราวกับละครหลังข่าว ก็ว่าได้
ไม่เพียงแค่นั้น การออกมาขอเงินทุนจากต่างประเทศ ของข้างบ้าน นั้น หากสามารถทำสำเร็จ …ก็เท่ากับว่า ข้างบ้านของไทย ก็จะได้เงินทุน จำนวนมหาศาล ไหลเข้าประเทศด้วย
วันนี้ ข้างบ้าน กำลังบอบช้ำอย่างหนัก โดยเฉพาะ การขาดแคลนทางการเงิน ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่แหล่งเงินทุนที่สร้างรายได้มหาศาล ได้ถูกทำลายลงไป ไม่ว่าจะเป็น บ่อนการพนัน บริเวณชายแดน หรือ จะเป็นแก็งคอลเซ็นเตอร์
วันนี้ ไม่ว่า ประเทศข้างบ้านจะออกมาเรียกร้อง หรือ ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้คนที่ฟัง หรือ ได้ยิน ลองตรึกตรอง กันให้ดีๆ คิดให้ถี่ถ้วน และพิจารณาอย่างรอบคอบ
เพราะหากเผลอไผล ให้เงินทุนไป บอกเลยว่า เงินเหล่านั้น ไม่ได้นำไปใช้อย่างที่เขาอ้างเลย แต่จะไปตกอยู่ในกระเป๋า ของใครบางคน มากกว่า
….และเงินบางส่วน ก็ยังอาจถูกนำมาใช้เพื่อระดมสรรพกำลัง ในการใช้ต่อสู้ กับประเทศไทย ด้วย…
ทุกท่าที ของประเทศข้างบ้านรายนี้ ตั้งแต่ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ จึงเปรียบได้เหมือนละครฉากหนึ่ง เท่านั้น…ส่วนจะจบอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับคนบนโลก เองว่า จะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ ก็แค่นั้น…
******************
