‘แพทองธาร’ พบ ‘สี จิ้นผิง’ หวังอะไรกับทริปไปเยือนจีน
ภาพของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้เข้าพบนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นกำหนดการตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่ได้เชิญผู้นำไทยไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2568 นั้น อาจจะเป็นเครดิตแก่ตัวผู้นำไทยที่ได้สัมผัสมือกับผู้นำชาติมหาอำนาจของโลก และอาจเป็นเครดิตแก่ประเทศไทยว่าแม้จะเล็กบนแผนที่โลกแต่ก็ใหญ่พอที่จีนให้เกียรติคบหาอย่างสนิทสนมมายาวนาน
นอกจากการพบและตั้งโต๊ะเจรจาความเมืองกับนายสี จิ้นผิงแล้ว นายกรัฐมนตรีไทยยังมีคิวพบกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติ และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน หลังจากนั้นจะเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงต่างๆระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศที่ได้บรรลุข้อตกลงระหว่างกัน ก่อนจะปิดท้ายกำหนดการในวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะจะเดินทางต่อไปยังเมืองฮาร์บิน มณฑลเฮย์หลงเจียง เพื่อร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ฤดูหนาว ครั้งที่ 9 อย่างเป็นทางการ
ก่อนที่นายกฯแพทองธารจะออกเดินไปเยือนจีนนั้น มีการตีฆ้องกันตั้งแต่ต้นปีว่าปี 2568 จะเป็นปีทองของไทย–จีน ที่จะร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่เริ่มต้นไว้ตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กับ นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล เมื่อปี 2518 โดยรัฐบาลแต่ละฝ่ายได้เตรียมกิจกรรมไว้มากมายตลอดทั้งปี บรรยากาศระหว่างไทย–จีนจึงน่าสดใสเบิกบาน
แต่การเดินทางมาไทยของจีนนายหลิว จงอี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กับคณะที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคงและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อปลายเดือนมกราคมที่กระทรวงการต่างประเทศไทยของไทยบอกว่าไม่รู้เรื่องแต่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ เมื่อมีการเข้าพบและประชุมร่วมกับหน่วยงานตำรวจไทยถึงปัญหาคนจีนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ และถูกหลอกลวงไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา โดยส่วนใหญ่เดินทางผ่านประเทศไทย
แค่นั้นยังไม่พอคณะของนายจงอี้ยังได้เดินทางไปลงพื้นที่ไปสำรวจชายแดนฝั่งไทยที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อดูให้เห็นกับตาถึงสภาพภูมิประเทศชายแดนไทย-พม่า ว่าทำไมจึงมีการลักลอบข้ามแดนง่ายนักโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งภาพของนายจงอี้ที่ถูกเผยแพร่พร้อมข่าวเสมือนเป็นการตบหน้าข้าราชการไทยโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจ ทหาร มหาดไทย ที่เชื่อว่าทั้งผผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการกองทัพบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อาจยังไม่เคยไปตรวจงานในพื้นที่ดังกล่าวเลย
การมาไทยของรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงจีนนอกจากเป็นการติดตามคดีนายหวังซิง ดาราจีนที่ถูกหลอกไปทำงานแล้ว ยังเป็นการขอความร่วมมือกับทางการไทยเพื่อช่วยเหลือชาวจีนอีก 160 คน ที่ถูกหลอกกักตัวอยู่ในเมืองเมียวดี พร้อมกระตุ้นเตือนฝ่ายไทยในการทำงานเชิงรุก อาทิ ปิดช่องทางลำเลียงคนและสินค้า จัดตั้งศูนย์ประสานงานป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ทั้งกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานความมั่นคงของไทยต่างปฏิเสธว่าจีนไม่ได้กดดันไทยในการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฝังตัวอยู่ฝั่งเมียนมา สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งจีนและภูมิภาคอาเซียนโดยอาศัยทรัพยากรจากไทย ทั้งไฟฟ้า น้ำมัน อินเตอร์เน็ต รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภค โดยเริ่มมีการ “โยนกลอง”กันไปมาว่า เมื่อรู้แล้วว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์กระทำความผิดอยู่เห็นๆจนพี่ใหญ่อดรนทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นมาจี้เตือน แล้วใครควรจะรีบลงมือดำเนินการอย่างเด็ดขาด
หลังจากโยกโย้กันอยู่หลายวันทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กระทรวงกลาโหม ในที่สุดนายกรัฐมนตรีแพทองธารต้องออกหน้ามาแถลงเองถึงมาตรการตัดไฟฟ้าชายแดนไทย-เมียนมาว่า ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรียกประชุมสมช.ด่วนเพื่อพิจารณาถึงมาตรการต่างๆที่ต้องดำเนินการทันที
“สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดผลกระทบต่อคนไทยมากมาย ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ถ้าเรามีความเห็นใจ และเรียงลำดับไม่ถูกต้องจะเกิดปัญหาที่ยาวนานและต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยเองก็หนักหน่วงกับเรื่องนี้ที่เกิดขึ้น ฉะนั้นต้องเป็นมาตรการที่เข้มข้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องเรียกคุยกันและจัดการเลย” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ด้านนายภูมิธรรมอ้างข้อมูลสนับสนุนว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์สร้างผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง ระหว่างเดือน มีนาคม2565 – มิถุนายน 2567 คนไทยตกเป็นเหยื่อคอลเซ็นเตอร์กว่า 575,500 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 86,000 ล้านบาท และภายหลังการประชุมสมช.ครั้งที่ 2/2568 ที่ประชุมมีมติให้ตัดไฟฟ้า ตัดอินเตอร์เน็ต ตัดน้ำมัน ทั้ง 5 จุดชายแดนไทย-เมียนมา นับตั้งแต่เวลา 09.00 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 โดยกระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่แจ้งรัฐบาลเมียนมาให้รับทราบเป็นทางการถึงเหตุผลและความจำเป็น
การตัดสินใจตัดไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต และน้ำมัน ไปยังฝั่งเมียนมาซึ่งเปรียบเสมือน “ระเบิดสะพานโจร”ถือเป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์รวมถึงขบวนการค้ามนุษย์ในฝั่งเมียนมา และเป็นผลงานชิ้นสำคัญสดๆร้อนๆที่นายกฯแพทองธารสามารถนำไปพูดคุยกับผู้นำจีน แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของสี จิ้นผิง
อย่างไรก็ตามมิใช่เพียงแค่เรื่องความร่วมมือในการการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์แก๊งค้ามนุษย์ที่ตัดไฟฟ้าวันเดียวไม่อาจจบ ยังมีเรื่องเร่งด่วนในการร่วมรับมือ “สงครามการค้า” ซึ่งหมายถึงแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกากับช่วงเวลา 4 ปีในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาผู้กลับมาพร้อมเงื่อนไขและข้อต่อรองมากมาย
ประเด็นดุลการค้าไทย–จีนปี 2567 ที่ไทยขาดดุลจีนสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องหลายปีและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเป็นเรื่องที่คาดหวังว่าจะเจรจา พร้อมๆไปกับประเด็นสินค้าจีนท่วมตลาดไทย สินค้าด้อยคุณภาพ สินค้าปลอมเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย( มอก.) ไม่ผ่านอย. และหลบเลี่ยงภาษี
ในเรื่องการลงทุนเป็นที่น่ายินดีว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ของจีนเข้ามาลงทุนแบบถูกต้อง แต่รายกลางและรายเล็กจำนวนไม่น้อยตั้งใจหลบเลี่ยงกฎหมายไทย มีการใช้นอมินีทำธุรกิจเลี่ยงภาษี เจตนาฝ่าฝืนระเบียบกฎหมาย แอบตั้งโรงงานแบบไม่ขออนุญาต โรงงานทุนจีนหลายโรงได้สร้างปัญหาแก่ชุมชนและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เรื่องเช่นนี้คณะของนายกฯแพทองธารกล้าสะท้อนต่อฝ่ายจีนหรือไม่เพื่อให้ช่วยตักเตือนฝ่ายจีนให้รู้ให้เข้าใจ
เป็นโอกาสและเป็นเกียรติที่ผู้นำไทยได้พบผู้นำจีน ได้กระชับแน่นความสัมพันธ์พิเศษที่เรียกว่า“ครอบครัวเดียวกัน” เปรียบเสมือน “อาหมวย”ได้คุยกับ “เหล่าแปะ” หวังว่างานแซยิด 50 ปีไทย-จีนคงช่วยให้ไทยเฮงเฮง-รวยรวย ขึ้นมาบ้าง

