เยาวชนจีน…ชีวิตคือการแข่งขัน
ระหว่างวันที่ 7–9 มิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการสอบ “เกาเข่า” (Gaokao) หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เหมือนเป็นวาระแห่งชาติที่นอกจากชาวจีนทั้งประเทศให้ความสนใจแล้ว ภาพบรรยากาศในช่วง 3 วันยังถูกสื่อมวลชนเผยแพร่เป็นข่าวไปทั่วโลก เพราะได้ชื่อว่าเป็นสนามสอบที่มีการแข่งขันสูงและโหดหินที่สุดในโลก
ข้อมูลหลายแหล่งสร้างความสับสน บางคนบอกว่ามีผู้สมัครสอบจำนวนมากถึง 30 ล้านคน โดยมหาวิทยาลัยระดับTOPของจีนรับแค่5% บางคนบอกว่าสมัครมากกว่า 10 ล้านคน แต่มีที่นั่งในมหาวิทยาลัยไม่ถึง 5 ล้านคน ข้อเท็จจริงคือปี2025นี้มีผู้สมัครสอบทั้งสิ้น 13.35 ล้านคน เทียบกับปี 2024 ที่มีผู้เข้าสอบ 13.42 ล้านคน และ 12.91 ล้านคนในปี 2023 โดยปีนี้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจีนมีอัตรารับ 85% หรือประมาณ 11.34 ล้านคน หมายถึงจะมีผู้สมัครประมาณ 2 ล้านคนที่ไม่ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย
ต้องอธิบายตรงนี้ว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของจีนต่างกับไทย ของไทยนั้นถ้าสอบแอดมิชชั่นไม่ผ่าน ก็ยังมีทางเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน หรือมหาวิทยาลัยเปิดอย่างรามคำแหง และสุโขทัยธรรมาธิราช หรือวิทยาลัยอาชีวะรองรับ แต่ของจีนมีเพียงวิทยาลัยอาชีวะ หรือไม่ก็ต้องดิ้นรนไปเรียนต่อต่างประเทศ จึงไม่แปลกที่มีเด็กจีนมาสมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไทยจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี
ก่อนจะมานั่งสอบ 3 วัน เด็กจีนแต่ละคนจะเตรียมตัวล่วงหน้ากันนานนับปี บางคนถูกผู้ปกครองวางแผนการเรียนมาตั้งแต่ระดับอนุบาล เด็กหลายคนเรียนหนักวันละ 12 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ แถมในวันหยุดบางคนยังอาจต้องเรียนพิเศษเพิ่มเติม เพราะผู้ปกครองคาดหวังให้ลูก “สอบติด” ด้วยคะแนนสูงสุดเพื่อจะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลับชั้นนำของประเทศ
ดังนั้น“เกาเข่า” จึงไม่ใช่แค่สนามสอบ แต่เป็น “สนามชีวิต” เป็นหนทางที่จะก้าวไปสู่การมีงานดี เงินเดือนสูง และฐานะมั่นคง นี่คือค่านิยมที่ฝังแน่นในสังคมจีนมานานเปรียบเสมือนการสอบ “จอหงวน”ในสมัยจีนโบราณ การได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชั้นนำเป็นความหวังของครอบครัวเป็นแรงกดดันทางสังคมที่รุนแรง
อย่างไรก็ตามการสอบติดมหาวิทยาลัยใช่ว่าจะเป็นหลักประกันของอนาคตเสมอไป เพราะสภาพเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ภาคธุรกิจจำนวนมากกำลังประสบภาวะขาดทุน บางบริษัทลดคนงาน บางแห่งปิดกิจการ ส่งผลให้แม้แต่บัณฑิตจบใหม่ก็ยังตกงานหรือได้ทำงานที่ไม่ตรงสายและค่าตอบแทนต่ำ
สถิติปี 2023 เผยว่า อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาว (อายุ16–24 ปี) สูงถึง 21.3% และลดลงเหลือ 19% ในปี 2024 แม้จะปรับหลักเกณฑ์รวมถึงการแยกนักศึกษาแล้วก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 อัตราการว่างงานกลุ่มเยาวชนเมืองอายุ 16–24 ปีอยู่ที่ 16.9% เพิ่มจาก 16.1% ในเดือนมกราคม
หลายคนจบมาแล้วถูกบังคับให้ทำงานต่ำกว่าความสามารถ ไม่ตรงสาย หรือบางรายได้รับรายได้น้อยกว่าค่าครองชีพ ขณะที่ตลาดแรงงานจีนยังคงมีค่านิยมให้เครดิตบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำกลุ่ม 985 และ 211 ( 985 คือกลุ่มระดับWorld Class 39 แห่ง / 211 คือกลุ่มผลิตบัณฑิตคุณภาพสูง 100 แห่ง ) เป็นลำดับแรก จนตอนหลังรัฐบาลต้องสั่งยกเลิกช่องทางคัดเลือกเพียงแค่เครือข่ายหรือมหาวิทยาลัยดัง ห้ามลงประกาศรับแค่จบ 985 หรือ 211 เท่านั้นเพื่อเปิดโอกาสแก่บัณฑิตทุกมหาวิทยาลัย
เมื่อชีวิตหลังจบมหาวิทยาลัยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เยาวชนจึงต้องเผชิญกับความกดดันอีกขั้น ทั้งในด้านค่าครองชีพที่สูงขึ้น การดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัญหาเหล่านี้กดทับเยาวชนในยุคปัจจุบันให้รู้สึกว่า ชีวิตของตนไม่มีเวลาหยุดพัก ต้องแข่งขัน ต้องเร่งรีบ ต้อง “เอาชนะ” ตลอดเวลา
นโยบายรัฐบาลจีนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบครอบคลุม ( China 2030) มีเป้าหมายจะพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเสริมสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม แต่คำถามสำคัญคือ เยาวชนจีนพร้อมหรือไม่ และระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันแบบเดิมๆ จะสามารถปรับตัวให้รองรับการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
สำหรับแนวทางพัฒนาเยาวชนใน China 2030 นั้นจีนมุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรม ทักษะแรงงาน และคุณภาพชีวิต แต่หลายอย่างยังอยู่ในช่วงดำเนินการ มีปรับหลักสูตรตามตลาดแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับหน่วยงานทรัพยากรบุคคล จัดกิจกรรมรับสมัครงาน 55,000 งาน จากโครงการ “แนะแนวอาชีพ & จุดประกายธุรกิจ” มีตำแหน่งงานกว่า 10.93 ล้านตำแหน่งสำหรับบัณฑิตปี 2025
ประเทศไทยเรา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน ต่างคนต่างทำงาน ยิ่งถ้าอยู่ต่างพรรคการเมืองแล้วแทบไม่เคยคุยกัน แต่ที่จีนหากมหาวิทยาลัยจัดหลักสูตรไม่ตรงตลาด สถาบันไหนมีบัณฑิตว่างงานเยอะจะถูกติด “ใบแดง” ให้ต้องรีบปรับปรุงหลักสูตรอย่างรวดเร็ว มีการปรับมาตรฐานและภาพลักษณ์สายอาชีวะให้เทียบเท่าการศึกษาทั่วไป โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าอีก 5 ปีข้างหน้าเยาวชนจีนรุ่นปัจจุบันจะกลายเป็นแรงงานหลักของประเทศ
บนเส้นทางการพัฒนาประเทศที่จีนประกาศมุ่งหน้าสู่การเป็นชาติสังคมนิยมทันสมัยแบบมีอัตลักษณ์ โดยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการปฏิรูปด้านการศึกษา แต่อาจจะเป็นเรื่องยากในการพยายามเปลี่ยนค่านิยมที่ฝังลึกอยู่ในสังคมในเรื่องของการแข่งขันกันขึ้นสู่ด้านบนของสังคม การแย่งชิงสิ่งที่ดีที่สุดที่มีเพียงน้อยนิด การให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง เกียรติยศ ค่าตอบแทนที่ดี รายได้ที่งดงาม ความยอมรับในสังคม ฯลฯ
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเยาวชนจีนส่วนใหญ่ยังเติบโตพร้อมกับความกดดันในครอบครัว ถูกค่านิยมการแข่งขันในสังคมกดทับจนไม่อาจได้พักได้หยุด ได้เริ่มต้นในสนามแข่งขันไม่เพียงแค่เกาเข่า แต่ยังจะมีต่อเนื่องไปในอนาคต เมื่อเรียนจบพวกเขายังต้องแข่งเพื่อหางานดีๆ ให้ได้ตำแหน่งที่มีสภาพแวดล้อมดี รายได้ดี เพื่อสร้างตัวตนและแสวงหาที่ยืนในสังคมต่อไป
ในประเทศที่มีพลเมือง 1,400 ล้านคน “ชีวิตคือการแข่งขัน” ถ้าไม่ดิ้นก็สิ้นใจ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ใครชนะ” แต่คือในสนามนี้ “ใครยังเหลืออยู่”
***********************
