เปิดไพ่กัมพูชากล้ารบไทย หักดิบจีน-หันซบอเมริกา
ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจากการปลุกปั่นยั่วยุจนบานปลายกลายเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธสงครามมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายนั้น นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่แค่ปัญหาความมั่นคงของสองประเทศเพื่อนบ้าน หากแต่สะท้อนถึงความซับซ้อนทางการเมืองในระดับภูมิภาคและระดับโลก ที่แม้จะ “หยุดยิง”กันแล้วแต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นลึกกว่าที่เห็น ไกลกว่าที่คิด
การสร้างสถานการณ์ชายแดนในลักษณะคนไทยรู้ว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “สูตรสำเร็จ” ของตระกูลฮุนที่นำมาใช้แล้วหลายครั้ง ป้ายสีประเทศไทยเป็นศัตรูทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ การว่างงานพุ่งสูง และแรงกดดันจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในประเทศ ซึ่งกำลังรุกคืบผ่านช่องทางออนไลน์และแรงสนับสนุนจากรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ การเปิดฉากปะทะกับไทยจึงเสมือน “จุดไฟ” ให้อารมณ์ชาตินิยมของประชาชน เพื่อกลบเสียงวิจารณ์รัฐบาลชุดปัจจุบัน
เจตนาของผู้นำกัมพูชานั้นอ่านไม่ยากว่าพยายามจะลากไทยเข้าสู่เกมการเมืองระหว่างประเทศ โดยอาศัยภาพลักษณ์ของ “ประเทศเล็กถูกรังแก” สร้างสถานการณ์เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากเวทีโลก รวมถึงศาลโลกที่เคยพิพากษาคดีเขาพระวิหารในอดีต เพื่อยื้อข้อพิพาทพรมแดนให้ยืดเยื้อและหาประโยชน์ทางการทูต
คำถามที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้สังเกตการณ์ทั้งในและต่างประเทศคือ เหตุใดวันนี้กัมพูชาจึงกล้าเปิดฉากรบกับประเทศไทย ทั้งที่รู้ดีว่า “ศักยภาพทางทหาร” ของกัมพูชาไม่อาจเทียบเท่ากองทัพไทยได้เลย ทั้งจำนวนกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีทางการทหาร
ประการแรกก็เพราะสภาพการเมืองไทยอ่อนแอ ฝ่ายกัมพูชารู้ไส้รู้พุงฝ่ายไทยว่าไม่เป็นเอกภาพ ทะเลาะเบาะแว้งแบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งสี แบ่งก๊ก แบ่งอำนาจ นายทุน ขุนศึก นักการเมือง ประชาชน ในกองทัพเอกก็มีทั้งรักชาติเป็นชีวิตจิตใจและรักชาติจนน้ำลายไหล คนไทยใจเขมรก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยินดีรับผลประโยชน์จากทุนสีเทา จากการค้าชายแดน บ่อน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่บ่อนเซาะระบบเศรษฐกิจไทย
ประการที่สอง ฝ่ายกัมพูชาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความเหนือกว่าไทยด้านการข่าว การโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะการสร้าง “ข่าวเท็จ” หรือ Fake News ที่ปล่อยข่าวได้ทุกวัน วันละหลายเวลา และทำกันอย่างเป็นเอกภาพตั้งแต่ระดับผู้นำอย่างฮุน เซน ลูก เมีย แม่ทัพนายกอง โฆษกกองทัพ และประชาชนชาวกัมพูชาที่เชื่อในข่าวของรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายไทยได้แต่ไล่ตามแก้ข่าวแทนที่จะชิงความได้เปรียบด้านการข่าวทั้งๆที่บอกว่าถูกยิงก่อน
ประการที่สาม ที่ผ่านมาจีนมีอิทธิพลต่อรัฐบาลพนมเปญ ผ่านโครงการ Belt and Road และเงินลงทุนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจกัมพูชา ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร ขณะเดียวกันจีนก็มีสายสัมพันธ์อันดีกับไทย ดังนั้นจีนน่าจะพยายามไกล่เกลี่ยให้สองประเทศกลับสู่โต๊ะเจรจาอย่างสันติวิธีโดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดอย่างออกนอกหน้า
แต่กัมพูชากลับเล่นเกมใหญ่ที่ไม่มีใครคาดถึง นั่นคือการเทจีนแล้วหันกลับไปซบอกสหรัฐอเมริกาอย่างกระทันหันทั้งๆที่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2025 กระทรวงการคลังของสหรัฐฯออกมาแฉว่ากัมพูชาเป็นรัฐอาชญากรรมเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินระดับโลก มีการขึ้นบัญชีดำบริษัทของตระกูลฮุน และกัมพูชาคือ1 ใน 36 ประเทศที่สหรัฐฯจะแบนไม่ให้เข้าประเทศ
ผู้นำกัมพูชาไม่รับข้อเสนอของจีนที่จะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งกับไทย แต่ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ต่อสายตรงถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าพูดคุยอะไรหรือเสนออะไร แต่หลังจากนั้นทรัมป์ก็ออกมาประกาศว่าสองประเทศต้องหยุดยิงทันทีไม่งั้นจะไม่เจรจาเรื่องภาษี ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันนั้นผู้นำกองทัพกัมพูชาก็เดินทางไปเยือนสำนักงานใหญ่กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯในฮาวาย พร้อมร่วมลงนามความสัมพันธ์ทางการทหารอีกครั้งในรอบ 8 ปี
นี่หรือเปล่าที่กัมพูชากล้าเล่นใหญ่ นี่หรือเปล่าที่สหรัฐฯแทรกกลางเข้ามาในจังหวะที่ไทยกำลังถล่มกัมพูชาอย่างได้เปรียบ และนี่หรือเปล่าที่หลายคนตีความว่าอเมริกากลับเข้ามามีบทบาทในกัมพูชาอีกครั้งแล้ว
เมื่อเกมการเมืองออกมารูปนี้ประเทศไทยควรเดินเกมอย่างไร จะเลือกแนวทางแข็งกร้าวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ หรือจะดำเนินแนวทางประนีประนอมซึ่งอาจถูกมองว่าอ่อนข้อและปล่อยให้กัมพูชานำเกมอีก
ในระยะสั้นไทยอาจจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ของประเทศที่มีวุฒิภาวะ ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงเกินจำเป็น เพราะไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้วทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และความเห็นชอบจากนานาชาติ แต่หากกัมพูชายังเดินเกมยั่วยุไม่เลิกไทยก็ควรต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น การใช้มาตรการทางด้านความมั่นคงและมาตรการทางเศรษฐกิจในการตอบโต้ ตั้งแต่การปิดด่านตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จนกว่าจะมีการเจรจาทวิภาคีและได้ผลเป็นที่พอใจของไทย ควบคุมการค้าชายแดน หยุดขายไฟฟ้า น้ำมัน หยุดให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่รับแรงงานกัมพูชาหรือส่งกลับแรงงานที่ยังตกค้าง รวมไปถึงการหยุดให้บริการการรักษาพยาบาลชาวกัมพูชา
อาจจะมีผู้ทักท้วงว่าไทยควรมีมนุษยธรรมโดยเฉพาะกับผู้เจ็บป่วย แต่ก็มีผู้ทักท้วงเช่นกันว่าการแสดงความเป็นมิตร มีน้ำใจ ไมตรี เมตตา ต้องมีสติไม่หลับหูหลับตาให้ ไม่จำเป็นต้องเมตตากับทุกคนโดยเฉพาะกับผู้ไม่รู้จักบุญคุณ ยิ่งกับคนเนรคุณ เอาแต่ได้ คิดแต่จะเอาเปรียบ มองไทยเป็นศัตรูย่อมไม่สมควรได้รับความเมตตา
ขณะเดียวกัน ไทยควรเร่งฟื้นฟูบทบาทในอาเซียนและเวทีระหว่างประเทศ เพื่อให้ความชอบธรรมและหลักฐานที่ไทยถืออยู่กลายเป็น“ชัยชนะเชิงนโยบาย” แทนที่จะปล่อยให้ตกเป็นเป้าโจมตีด้านสิทธิมนุษยชนหรือภาพลักษณ์ประเทศที่รุกรานซึ่งกัมพูชาพยายามวางเกมไว้อย่างแยบยล
วิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้อาจดูเป็นเรื่องท้องถิ่นระหว่างสองประเทศ แต่แท้จริงแล้วคือ “สงครามยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงระหว่างผลประโยชน์ของประเทศเล็กในอาเซียน กับอิทธิพลของมหาอำนาจโลก ทั้งจีนและสหรัฐฯ กำลังใช้สถานการณ์นี้เป็นสนามทดลองนโยบายต่างประเทศของตนเอง ขณะที่กัมพูชาก็ใช้วิกฤตินี้กลบเกลื่อนความล้มเหลวภายใน ส่วนประเทศไทยซึ่งปัจจุบันมีรัฐบาลที่ขาด “ผู้นำ” ก็อยู่ในจุดเสี่ยงที่จะถูกลากเข้าสู่เกมที่คนอื่นวางกับดัก เพราะไม่มีศักยภาพพอที่จะเป็นฝ่ายกำหนดเกม
******************

