สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

‘ชัยวัฒน์ นันทิรุจ’ ขาดทุน 100 ล้าน สู่ธุรกิจยืนหนึ่งระดับโลก 

 ‘ชัยวัฒน์ นันทิรุจ’ ขาดทุน 100 ล้าน สู่ธุรกิจยืนหนึ่งระดับโลก 

เป็นนักธุรกิจ ที่หลายคนอาจจะมองว่า ก็เป็นนักธุรกิจธรรมดา คนหนึ่ง เท่านั้น ทว่า สำหรับ “บางกอกทูเดย์” นักธุรกิจท่านนี้ มีความแตกต่างไปจากนักธุรกิจหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะ มุมมอง และแนวคิด ในการดำเนินธุรกิจ ที่มีความเฉียบคม ตลอดจนวิธีการมองตลาดที่ไม่รีบร้อน แต่จะมองอย่างรอบคอบ และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 

ความท้าทาย กับบทพิสูจน์ความสามารถ

ชัยวัฒน์ นันทิรุจิ ประธานรกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (Eka Global) ก้าวออกมาจาก “บริษัทแป้งมันสำปะหลัง” ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว แล้วมาเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเอง ในชื่อ “บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด” (Eka Global) ผู้ผลิตนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) ของไทย ที่วันนี้ มีโรงงาน อยู่ในประเทศไทย และ ประเทศอินเดีย ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนในช่วงแรก ไปมากถึง 300-400 ล้านบาท

ช่วงแรกของการทำธุรกิจใช่ว่า จะสามารถทำยอดขาย และ สร้างการเติบโตได้ทันที เขาต้องเจอกับภาวะการขาดทุน กว่า 100 ล้านบาท เนื่องจากต้องใช้เวลาในการรอคำสั่งชื้อจากลูกค้านานถึง 2 ปี ทว่า นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดความตั้งใจของคุณชัยวัฒน์ ได้ เขาพยายามปรับวิธีการดำเนินธุรกิจ จนดึงยอดขายเข้ามาได้ในระยะเวลาเพียง 5 ปี สร้างการเติบโตให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาจนกระทั่งทุกวันนี้ เอกา โกลบอล ตั้งมา 20 ปี   

บุกตลาดอินเดีย 

ซีอีโอ เอกา โกลบอล เปิดเผยว่า ปัจจุบัน บริษัทซึ่งเป๋น ผู้นำตลาดนวัตกรรม บรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) ที่เป็นบรรจุภัณฑ์ชนิดพลาสติกขึ้นรูป (Rigid Barrier Plastic Packaging) รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย รวมถึง เป็นบริษัทคนไทยที่สามารถสร้างแบรนด์จนติด Top 5 ของโลก โดยมีฐานลูกค้าทั่วโลก อาทิ อเมริกา ยุโรป และทั่วภูมิภาคเอเชีย ฯลฯวันนี้ เรามีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 2,850 ล้านชิ้น ต่อปี จาก โรงงานผลิตของเรา 2 โรงงาน โดยโรงงานหลัก จะอยู่ในประเทศไทย และ โรงงานแห่งใหม่ล่าสุด จะอยู่ที่เมือง ปูเน่ (PUNE) ประเทศอินเดีย ขณะที่ฐานลูกค้าเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหาร และขนมหวานในประเทศอินเดียของเรามีมากกว่า 300 – 400 ราย และมีคำสั่งซื้อสูงเฉลี่ยมากกว่า 1 หมื่นชิ้นต่อเดือน

จากรายงานประจำปี เมื่อเดือนมีนาคม ปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยอดขายของเราโตไปแล้วกว่า 49% ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็เป็นเพราะว่า ตลาดอินเดีย เป็นตลาดโลคัลแบบ 100% เพราะตลาดอินเดีย กลุ่มลูกค้าในประเทศของเขามีคนเยอะอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นตลาดส่งออกสินค้าแต่อย่างไร ดังนั้น การเติบโตของธุรกิจเราที่อินเดีย จึงขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของอินเดีย เป็นหลักซีอีโอ บอกด้วยว่า ภาพรวมของตลาดอินเดีย เรียกว่า เติบโตมทุกปี 

ที่อินเดีย เรามีลูกค้าอยู่ในพอร์โฟลิโอของเราประมาณ 300-400 กว่าราย แต่เราก็ตั้งเป้าไว้ด้วยว่า ภายใน 5 ปี เราจะลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 800 ราย หรือ โตขึ้นกว่า 3 เท่า ของปีนี้ ส่วนรายได้ เราก็คาดด้วยเช่นกันว่า ภายใน 5 ปี น่าจะมีกว่า 1,000 ล้านบาท แน่นอนส่วนจะมีการเพิ่มไลน์การผลิต เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่นั้น ทางซีอีโอ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และตลาดในช่วงนั้นๆ อีกครั้งว่าจะดีหรือไม่ ก่อนจะมีการตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิต

ภาษีทรัมป์ ไม่กระทบอินเดีย

เมื่อถามถึง ภาษีทรัมป์ สำหรับโรงงานผลิตที่อินเดีย ซีอีโอ กล่าวว่า แทบไม่ได้ผลกระทบเลย เนื่องจาก โรงงานที่อินเดีย เน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศไม่ใช่แค่โรงงานของเรา จะไม่ได้รับผลกระทบ จากเรื่องภาษีศุลกากร ของทรัมป์ โรงงานผลิตหลายประเภท ในอินเดีย ก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะกำลังการผลิตส่วนใหญ่ของอินเดีย เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ไม่ได้เน้นการส่งออก เพราะหากดูจีดีพี ของอินเดีย จะพบว่า การเติบโตของธุรกิจหลักๆ ในประเทศ ปีละ 7-8% โดยเฉพาะในปี 2567 – 2568

การบริโภคภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน อินเดียพึ่งพาการส่งออกแค่ 20% เท่านั้น หากจะมองเรื่องภาษีทรัมป์ ผมอาจจะบอกได้ว่า ถึงจะมีผลกับอินเดีย แต่ก็ไม่ได้มาก หากเปรียบกับประเทศไทย บ้านเรายังคงพึ่งพาการส่งออกกว่า ครึ่งหนี่งทีเดียว 

อย่างที่บอก ตลาดในประเทศไทย น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าอินเดียซีอีโอ กล่าวพร้อมยกตัวอย่าง ให้ฟังด้วยว่า เอกา โกลบอล ในเมืองไทยมีสัดส่วนการส่งออก อยู่ที่ 70% ซึ่งแน่นอน ว่า ต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเราได้พูดคุยกับกลุ่มลูกค้าของเรา ที่เป็นบริษัทอาหารแช่แข็งเพื่อส่งออก ก็คาดว่าน่าจะส่งผลกระบต่อยอดขาย ที่อาจหายไปกว่า 10-15% เลยก็ว่าได้ โดยสาเหตุมาจาก เรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากภาษีศุลกากร ทำให้แข่งขันไม่ได้ และที่สำคัญ ประเทศไทยของเรา ก็ยังมีประเทศคู่แข่งสำคัญ อย่าง เวียดนาม ที่ได้เปรียบเราในเรื่องของภาษีศุลกากรที่ต่ำกว่าไทยถึง 10%” 

มองหาโซลูชั่น ปัญหาภาษีทรัมป์

ส่วนเรื่องของ วิธีการแก้ไขเรื่องของภาษีทรัมป์ ซีอีโอ ยอมรับว่า ณ วันนี้ อาจจะยังไม่สามารถบอกอะไรได้ เพราะการเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรนำเข้าของสหรัฐฯ ยังไม่จบหากเป็นโซลูชั่น ระยะสั้น ตอนนี้ ยังไม่มีแน่นอน เพราะเรายังไม่รู้ว่า แต่ละประเทศมีการเจรจากับทางสหรัฐฯ แล้วได้ผลลัพท์อย่างไรบ้าง ส่งผลให้ไม่สามารถทำแผนรับมือในประเด็นภาษีดังกล่าวอย่างไร แต่ตอนนี้ รู้เพียงอย่างเดียวว่า หากสวหรัฐฯ เก็บภาษีเราที่ 36% ยอดขายของเรา ต้องหายไป 10-15% อย่างแน่นอน เนื่องจากราคาสินค้าต้องเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ลูกค้าหลักๆ ของเรา ต้องเปลี่ยนไปซื้อสินค้าภายในประเทศแทน โดยเฉพาะ ในสหรัฐฯซีอีโอ เอกา โกลบอล ยอมรับว่า ตอนนี้ ก็คงต้องรอดูไปก่อน ว่า หลังจากวันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป ท้ายที่สุดแล้ว แต่ละประเทศ จะถูกจัดเก็บภาษีที่เท่าไร กันบ้างหลังการเจรจาจบลง ซึ่งทั้งหมด ก็ขึ้นอยู่กับ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คนเดียว ซึ่งนั่นก็จะทำให้รู้ว่า บรรดาผู้ประกอบการ หรือ โรงงานผลิตแต่ละแห่ง จะมีการย้ายฐานการผลิต หรือไม่ หรือหากมีการย้ายฐานจริง ก็จะต้องไปดูอีกว่า ย้ายไปที่ประเทศใดกันเราจะตอบได้ก็ต่อเมื่อทุกอย่างนิ่งแล้ว 

ตั้งเป้ายอดขาย

กระนั้นก็ตาม เมื่อถามถึง การตั้ง้เป้าในเรื่องยอดขายของปีนี้ ของเอกา โกลบอล จะเติบโตไปอยู่ที่ เท่าไร ซีอีโอ คาดการณ์ตัวเลขเอาไว้ที่ 1,400 ล้านบาทแต่ผมก็ยังไม่รู้นะว่า ที่เราตั้งเป้านี้ จะสามารถทำได้ถึงหรือไม่ แม้ว่า ครึ่งแรกของปี เราจะเติบโตไปแล้วกว่า 15% แล้วก็ตาม ส่วนเรื่องผลกระทบกับออร์เดอร์สั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าในช่วง 3 เดือนนี้ ผมก็คาดว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบสักเท่าไรซีอีโอกล่าว 

ส่วนการปรับแผน เพิ่มยอดขายในประเทศ เพื่อรับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ด้วยหรือไม่นั้น ซีอีโอ ยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่มี เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทย วันนี้ ก็เรียกว่า ชะลอตัวอยู่มากเช่นกันโดยเฉพาะ ยอดนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาในประเทศไทย ลดลงอย่างมาก อย่างนักท่องเที่ยวจีน ที่เชื่อว่า ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศเช่นเดียวกันกระนั้นก็ตาม เมื่อถามถึง การขยายตลาด เพิ่มเติม ซีอีโอ เอกา โกลบอลยอมรับว่า มีแน่นอนวันนี้ตลาดที่น่าสนใจ และเชื่อว่า สามารถเป็นไปได้มาก ก็คือ ตลาดตะวันออกกลาง ที่เราคาดหวังว่า จะมาช่วยขยายโอกาสการเติบโต ทางธุรกิจให้กับเรา เพราะวันนี้ เรามีโรงงานผลิตอยู่ในอินเดีย ดังนั้น การส่งสินค้าเข้าไปในตะวันออกกลาง จึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างไรซีอีโอ กล่าวทิ้งท้าย 

******************

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ