“คลัง-ธปท.” หาวิธีคุมค่าเงินบาทพร้อมจัดระเบียบซื้อขายทองออนไลน์
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้กล่าว ในการประชุมร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อหาแนวทางจัดการค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
โดยทางด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เผยว่ากระทรวงการคลังได้วาง 3 มาตรการ ประกอบด้วยการกำหนดแนวทางสำหรับผู้ซื้อและขายทองคำทางแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะต้องมีการรายงานและนำส่งข้อมูลธุรกกรรมทั้งหมดให้กับทางสรรพากร
มาตรการที่สองนั้นให้กรมสรรพากร พิจารณาความเหมาะสมของการจัดเก็บภาษีธุรกิจ สำหรับการธุรกรรมซื้อขายทองแพลตฟอร์มออนไลน์
ส่วนของมาตรการสุดท้ายนั้นคือให้ ธปท. แนวทางการกำกับปริมาณการ ทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดวงเงินหรือเพดานในการทำธุรกรรม
ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบันแข็งค่าแล้ว 9.4% และแข็งค่าค่อนข้างเยอะในเดือนธันวาคมที่แข็งค่าขึ้น 4.2% ซึ่งไม่ได้สะท้อนข้อมูลจริง ธปท.จึงต้องหาสาเหตุ-ปัจจัย โดยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐาน คือ ดอลลาร์อ่อนค่า และเงินไหลเข้า
รวมทั้งกระแสเงินทุน (Flow) ขายดอลลาร์ ซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่า โดยเฉพาะการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีอยู่ 15 ราย และมี 3-4 รายใหญ่ มีปริมาณซื้อขายทองคำเทียบจีดีพีเติบโตสูงขึ้น โดยในปี 2567 มีขนาด 39% ของจีดีพี และคาดว่าซื้อขายรวมในแพลตฟอร์มมากว่า 50% ของจีดีพี และหากดูมูลค่าธุรกรรมซื้อขายทองคำอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท เทียบมูลค่าซื้อขายหุ้นในตลาดอยู่ทึ่ 4.2 หมื่นล้านบาท และหากดูในวันที่มีปริมาณสูงสุด 2.25 แสนล้านบาท ซึ่งเกินตลาดหุ้นไปแล้ว แต่ยังไม่มีคนกำกับดูแลเมื่อเทียบกับธุรกิจผู้ค้าทอง
ซึ่งทาง ธปท. ได้เผยว่าในช่วงกลางเดือน ม.ค. 69 จะมีการออกประกาศคุมธุรกรรมซื้อขายทองคำบนแฟลตฟอร์ม หลังพบยอดธุรกรรมสูงสุดแตะ 2.25 แสนล้านบาท หรือสูงถึง 50% ของจีดีพี สาเหตุกดเงินบาทแข็งค่า หลังเดือน ธ.ค.แข็งค่า 4.2%
โดยปัจจุบัน ธปท.อยู่ระหว่างให้กระทรวงการคลัง ในการแก้ประกาศกระทรวงการคลังในการให้อำนาจในการเข้าไปกำกับดูแลข้อมูลธุรกรรมและมีสิทธิเรียกดูข้อมูลธุรกรรมบางอย่าง โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการเปิดฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) และคาดว่าประกาศกระทรวงการคลังได้ภายในกลางเดือนมกราคม 2569
