“ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล” รับกำลังซื้อตึง เร่งปรับเกมสู้ปี’69
“ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล” ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันรุนแรงในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ยอมรับ “เงินในกระเป๋า” ผู้บริโภคตึงตัว กระทบยอดขายหลายธุรกิจ แต่ยังมั่นใจรับมือได้ เดินหน้าผนึกพันธมิตรจีนเสริมซัพพลายเชน ดันนวัตกรรมและอีคอมเมิร์ซสร้างการเติบโต พร้อมฝากรัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อฟื้นกำลังซื้อ
นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงปี 2569 ยังอยู่ในภาวะที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้หลายธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสหพัฒน์ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์และสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ
ขณะที่กระแสการเข้ามาลงทุนของทุนจีนไม่ได้เป็นปัจจัยที่น่ากังวลสำหรับเครือสหพัฒน์ แต่กลับเป็นโอกาสในการคัดเลือกพันธมิตรที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมธุรกิจ
โดยปัจจุบันมีการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำของจีนแล้ว 1-2 ราย ซึ่งมีเครือข่ายซัพพลายเชนและผู้ผลิตที่พร้อมเข้ามาตั้งฐานการผลิตสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกัน ส่งผลให้ระบบการผลิตของเครือสหพัฒน์มีความแข็งแกร่งมากขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับภาพรวมธุรกิจในปีนี้ กลุ่มสินค้าแฟชั่นยังทรงตัว ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มอาหารเผชิญการแข่งขันรุนแรง เนื่องจากผู้บริโภคมีข้อจำกัดด้านรายได้และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันทั้งด้านราคา โปรโมชั่น และการพัฒนาสินค้าใหม่
ทั้งนี้แม้สภาพตลาดจะไม่เอื้ออำนวย แต่ยังเชื่อว่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคมีโอกาสเติบโตได้ หากผู้ประกอบการสามารถสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรมและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด โดยแต่ละบริษัทจำเป็นต้องเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม ทั้งการจัดโปรโมชั่น การพัฒนาสินค้าใหม่ และการขยายฐานลูกค้า
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือช่องทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งได้กลายเป็นช่องทางหลักของทุกธุรกิจในเครือ โดยบางบริษัทสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดขายผ่านออนไลน์ได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้บางแห่งจะยังมีสัดส่วนประมาณ 10% ของยอดขายรวม แต่ถือเป็นช่องทางที่มีศักยภาพสูงและจะได้รับการลงทุนต่อเนื่อง
นายธรรมรัตน์กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า สามารถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ผงซักฟอกและสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งได้รับประโยชน์ค่อนข้างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังต้องการเห็นมาตรการเพิ่มเติมเพื่อฟื้นกำลังซื้อของประชาชนให้กลับมาอย่างชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
“รัฐบาลทำอยู่ ทำดีแล้ว แต่ยังทำได้อีก อยากเห็นมาตรการเพิ่มเติมที่จะช่วยให้เงินกลับเข้าสู่กระเป๋าของประชาชนมากขึ้น เพราะเมื่อกำลังซื้อฟื้น เศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนได้ทั้งระบบ” นายธรรมรัตน์กล่าว
สำหรับทิศทางของเครือสหพัฒน์จากนี้ จะเป็นการประคองธุรกิจท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่เข้มข้น ด้วยการอาศัยความหลากหลายของธุรกิจในเครือ การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และการเร่งปรับองค์กรสู่ยุคดิจิทัล เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง แม้ปัจจัยภายนอกจะยังเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ด้วยความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจและศักยภาพขององค์กร บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาการเติบโตและก้าวผ่านปี 2569 ไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
