แบงก์กรุงเทพ 9 เดือนปี 69 กำไร 29,981 ล้านบาท
ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 จำนวน 29,981 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
โดยธนาคารมุ่งบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงอย่างรอบคอบ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่มด้วยสินเชื่อที่มีคุณภาพ ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งด้านเงินกองทุนและสภาพคล่อง
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลก รวมถึงภาคบริการที่ได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีน
อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอจากภาระค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวยังต่ำกว่าคาด และสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่อาจซ้ำเติมแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ในส่วนของผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2569 ของธนาคารกรุงเทพได้รับผลกระทบหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของลูกค้า ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.47
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่ออย่างมีคุณภาพช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น จากธุรกิจประกันผ่านธนาคาร บริการกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ที่ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมในตลาดทุน
ด้านการบริหารจัดการต้นทุน ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานได้ร้อยละ 4.6 ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ 48.2 ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงร้อยละ 13.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและการตั้งสำรองภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อรวม 2,692,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 จากสิ้นปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และลูกค้ากิจการต่างประเทศ ขณะที่เงินรับฝากอยู่ที่ 3,221,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 83.6
สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.2 ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 322.1 สะท้อนแนวทางการตั้งสำรองอย่างรอบคอบเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ด้านความแข็งแกร่งของเงินกองทุน ธนาคารและบริษัทย่อยมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นอยู่ที่ร้อยละ 21.5 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 รวมถึงเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ร้อยละ 17.1 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
โดยธนาคารกรุงเทพยังคงยึดแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” โดยมุ่งให้คำปรึกษา สนับสนุนเงินทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ลูกค้ารับมือกับความผันผวนและรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน รวมถึงโครงการ SMEs Credit Boost ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพัฒนาศักยภาพและขยายธุรกิจ
อย่างไรก็ตามท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี AI กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ควบคู่การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
