เลือกตั้งประเทศไทย โปร่งใสหรือมืดมน
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)ของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย สส.แบบแบ่งเขต และ แบบบัญชีรายชื่อ ควบคู่กับการลงประชามติว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ถูกจับตาในวงกว้างที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี แม้ผลคะแนนเบื้องต้นดูเหมือนจะชี้ชัดถึงผู้ชนะ–ผู้แพ้อย่างไม่เป็นทางการ แต่กลับถูกบดบังด้วยข้อครหาและความคลางแคลงใจอย่างรุนแรงต่อความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้
หลังการเลือกตั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมง รายงานจากหลายจังหวัดปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าในหลายหน่วยมีผลการนับคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ตัวเลขบัตรดี-บัตรเสีย-บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน รวมกันแล้วไม่เท่ากับจำนวนผู้ลงทะเบียน หรือมี “บัตรเขย่ง” เป็นหลักหมื่นคะแนนในบางพื้นที่ อันเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งตั้งคำถามอย่างหนัก
“บัตรเขย่ง” ไม่ใช่คำใหม่ในพจนานุกรมการเมืองไทย แต่ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งย่อมสั่นคลอนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ในทางทฤษฎี บัตรเขย่งอาจมาจากความผิดพลาดของคน การนับคะแนนผิด การลงเอกสารผิด หรือความล่าช้าในการส่งเอกสาร แต่ในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การขาดความโปร่งใสเล็กน้อยก็อาจถูกตีความเป็นความตั้งใจบิดเบือนผลการเลือกตั้งได้ทันที
ประเด็นปัญหาใหม่ที่พบตามมาคือ บัตรเลือกตั้งครั้งนี้มีการพิมพ์รหัส QR Code และ Bar Code ใส่ไว้ในตัวบัตร ซึ่งทำให้สามารถติดตามย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนได้ เท่ากับว่าการลงคะแนนไม่ใช่ “ความลับ” อีกต่อไป ซึ่งแม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) จะแถลงยืนยันว่าเป็นมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและช่วยตรวจสอบความถูกต้องในการส่งบัตร ไม่เกี่ยวข้องกับการระบุตัวบุคคลผู้ลงคะแนน มีการเก็บบัตรเลือกตั้งที่ปลอดภัยไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังตัวตนของผู้ใช้สิทธิได้ แต่เมื่อถูกสื่อมวลชนซักถามมากกลับตอบแบบคลุมเครือ ยิ่งพูดมากชาวบ้านยิ่งไม่เชื่อ
กรณีตัวอย่างที่สะท้อนถึงปัญหาการเลือกตั้งครั้งนี้กับความเชื่อถือต่อกกต.คือเหตุการณ์ที่ชลบุรีเขต 1 เมื่อชาวบ้านพบข้อสงสัยหลายประการเริ่มตั้งแต่การพยายามปกปิดการขนย้ายหีบเลือกตั้ง การพบหีบเลือกตั้งไม่มีการปิดผนึกตามระเบียบ การพบใบลงคะแนนถูกทิ้งในถังขยะ ฯลฯ จนเกิดการชุมนุมเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่อย่างโปร่งใส แต่กกต.กลับดึงเวลา 2-3 วันแล้วสุดท้ายสรุปว่าไร้หลักฐานการทุจริต ไม่ต้องนับคะแนนใหม่ ซึ่งเป็นการขัดความรู้สึกประชาชน นอกจากนั้นผู้อำนวยการเลือกตั้งชลบุรีเขต1 ยังแจ้งความดำเนินคดีแกนนำผู้ชุมนุม เหมือนกับไม่สนไม่แคร์ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตามจากการร้องเรียนและปัญหาการเลือกตั้งทั่วประเทศ กกต.ได้ประกาศให้มีการ “เลือกตั้งใหม่” 3 หน่วยในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ได้แก่ ที่กรุงเทพมหานคร หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตที่ 15 คันนายาว ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตแบบบัญชีรายชื่อ และออกเสียงประชามติใหม่ ที่จังหวัดน่าน หน่วย 3 เขต 1 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน ออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้ง สส.เฉพาะแบบแบ่งเขต และที่จังหวัดอุดรธานี หน่วย 4 เขต 6 ตำบลโพนสูง อำเภอไชยวาน ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส.เฉพาะแบบบัญชีราย
นอกจากนี้ยังจะให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 7 หน่วย ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดสกลนคร รวมถึงให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ของจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองพะเยา หน่วยเลือกตั้งที่ 6 ตำบลท่าวังทอง โดยจะกำหนดวันเวลาต่อไป
ความไร้ประสิทธิภาพและความน่าเคลือบแคลงใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งๆที่ใช้งบประมาณในการควบคุมและจัดการเลือกตั้งสูงถึง 7,824 ล้านบาทนั้น นำมาสู่การเคลื่อนไหวของคณาจารย์ นักกฎหมาย และนักวิชาการ รวม 209 คน จาก19 สถาบัน ในการออกแถลงการณ์เรื่อง “ความรับผิดของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง” มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ได้ปรากฏข้อมูลเผยแพร่และนำมา ซึ่งข้อกังขาอย่างกว้างขวาง รวมทั้งส่อให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะมิได้เป็นไปอย่าง “สุจริตและเที่ยงธรรม” ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1.การลงคะแนนของบุคคลอาจมิได้เป็นไปตามหลักการเลือกตั้งโดยลับ ตามธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 85 ที่ระบุว่าการเลือกตั้งต้องเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับ เพราะมีการตั้งคำถามว่าการทำเครื่องหมายบาร์โค้ด (bar code) ไว้ในบัตรลงคะแนนเลือก สส. อาจทำให้สืบค้นกลับไปสู่บุคคลที่ทำการลงคะแนนได้
2.การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งอาจมิได้ดำเนินอย่างสุจริต เช่น การนับบัตรในระหว่างไฟดับ การขีดคะแนนบนกระดาษที่ซ้อนทับกัน การประกาศคะแนนของแต่ละหน่วยเลือกตั้งกระทั่งการรวมคะแนนที่แสดงให้ถึงความคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก
- การนับคะแนนภาพรวมในระดับชาติที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าและคลาดเคลื่อนอย่างสำคัญ การนับคะแนนในระดับชาติหยุดที่จำนวน 94% ทั้งที่การนับคะแนนในระดับหน่วยเสร็จสิ้นไปแล้ว แม้จะผ่านไปหลายวันแล้ว ทาง กกต. ก็ยังไม่สามารถประกาศผลอย่างเป็นทางการออกมา และพบว่าจำนวนบัตรของการเลือก สส. เขตและสส. บัญชีรายชื่อ มีความแตกต่างเป็นอย่างมาก
4.การรวบรวมและการจัดเก็บกล่องลงคะแนนอาจมิได้กระทำการอย่างถูกต้องและมีเงื่อนงำ มิได้ดำเนินไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด หรือการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บกล่องคะแนนที่ทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจเปิดโอกาสให้มีการใส่บัตรลงคะแนนลงไปในกล่องคะแนนได้
“กกต. จำเป็นที่จะต้องให้คำอธิบายและคำชี้แจงต่อกรณีต่างๆ ให้เกิดความเข้าใจอย่างกว้างขวางบนฐานของข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส และไม่ควรที่จะใช้กลไกทางกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการปิดปากบุคคลที่ตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัยต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้” นี่คือข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ดังกล่าว
สำนักงานกกต.ได้ปรับเปลี่ยนสโลแกนหรือคำขวัญองค์กรใหม่ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566 ในวาระครบรอบ 25 ปี จากเดิมคือ “สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม” เปลี่ยนเป็น “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” โดยตัดคำว่า “โปร่งใส” ออกและเพิ่ม “ชอบด้วยกฎหมาย” เข้ามาแทน ซึ่งประธาน กกต.ในขณะนั้น ระบุว่าเป็นการปรับให้ตรงกับบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายมากขึ้น
การลบคำว่า “โปร่งใส” ออกเหมือนเป็นการสะท้อนเจตนาของกกต. ที่ต้องการปักธงการทำงานโดยไม่จำเป็นต้องมีความโปร่งใส เพราะเพียงสามารถอ้างเรื่องความชอบด้วยกฎหมายก็เพียงพอต่อความเป็นองค์กรกลางที่เป็นอิสระ ที่ยากต่อการตรวจสอบการทำงานจากคนภายนอกโดยเฉพาะจากประชาชน ผู้มีสิทธิมีเสียงในระบอบประชาธิปไตย
หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งบางคนเอาอักษร5ตัวมาเรียงกันเป็น “กกตหค” ซึ่งคงไม่ได้แปลว่า “กินก๋วยเตี่ยวหกคน” แต่น่าจะแปลว่า “กรรมการต้องมีหัวคิด” คิดอย่างอิสระไม่อยู่ใต้อำนาจบุคคล อำนาจเงินหรืออำนาจอื่นใด ต้องคิดสร้างประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ยุติธรรม คิดทำงานเพื่ออนาคตบ้านเมือง
เพราะถ้าคณะกรรมการที่ควรจะวางตัวเป็นกลางแต่กลับใช้หัวไปคิดเอียงข้าง สุดท้าย “กกตหค” คงต้องแปลว่า “กฎแห่งกรรมต้องหาคุก”
***
