สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

เมื่อ“ภูมิใจไทย” ใหญ่คับเมือง

 เมื่อ“ภูมิใจไทย” ใหญ่คับเมือง

          มีแต่เสียงบ่นว่าในช่วง10ปีที่ผ่านมาประเทศไทยถดถอยคนไทยจนลง และกว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบวาระก็ยังคงไม่เห็นว่าอนาคตจะดีขึ้นอย่างไร  เพราะในขณะที่ประชาชนหลายล้านคนยังมีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง  หลายครอบครัวต้องกู้มากิน  หรืออดมื้อกินมื้อ  แต่เมื่อเย็นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลได้นัดหมายไปกินอาหารค่ำกันที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล ที่ขึ้นชื่อว่าสุดหรูและแพงระยับ  

          เชื่อว่ามื้อนั้นทางโรงแรมต้องบริการด้วยอาหารชั้นเลิศ เครื่องดื่มชั้นเยี่ยม ในราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาท  เพราะมีการให้ข่าวว่า 14 นักการเมืองที่ร่วมโต๊ะตกลงแชร์กันคนละ 7,000 บาท แทนที่จะให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  ซึ่งเป็นเจ้าภาพได้แสดงความใจป้ำดูแลพรรคร่วมรัฐบาล

          สาระของดินเนอร์มื้อนั้นคงไม่ใช่เมนูหรือรสชาติของอาหาร  เพราะรู้กันอยู่ว่าแต่ละคนแต่ละพรรคร่วมรัฐบาลต่างสวมหน้ากากที่มีรอยยิ้มบนโต๊ะอาหารที่บอกว่าไม่มี “เกาเหลา”  แต่เรื่องสำคัญคือความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล  โดยเฉพาะระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ พรรคภูมิใจไทย ที่เคยหวานชื่นตอนจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลเมื่อกลางปี 2566  มาถึงวันนี้กลายเป็นการเผชิญหน้าท้าพลังกันอย่างเข้มข้น

          หลังเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยยอมกลืนน้ำลายถีบทิ้งพรรคก้าวไกล ไปจับมือกับพรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลโดยยอมมอบเก้าอี้มท.1 ให้พรรคภูมิใจไทยคุมกระทรวงมหาดไทยซึ่งเปรียบเสมือนกล่องดวงใจของพรรคแกนนำรัฐบาล  จากนั้นก็ยังยอมให้ภูมิใจไทยแสดงฤทธิ์เดชทั้งในคณะรัฐมนตรี ในสภา และนอกสภาในลักษณะขี่คอพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด  จนภาพของพรรคเพื่อไทยที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค  เสมือนลูกไก่ในกำมือที่จะบีบเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น   กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบและเสียคะแนนนิยมลงไปทุกวัน 

          พรรคภูมิใจไทยที่อยู่ร่วมรัฐบาลแต่กลายเป็น “หอกข้างแคร่” ค้านทุกเรื่องที่เป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย  เช่น การวอล์คเอ้าท์ไม่ร่วมแก้รัฐธรรมนูญโดยเสี่ยหนูอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของรัชกาลที่ 10  ขวางร่างแก้ไขพ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหม   ขวางเรื่องเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย   การที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เซ็นทิ้งทวนเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ให้กลับไปเป็นที่ธรณีสงฆ์  ก่อนหมดอำนาจในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย   การที่นายอนุทินแสดงอาการโยกโย้โยนกลองเรื่องตัดไฟแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมาจนฝ่ายจีนต้องเข้ามากดดัน  แล้ววันที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ตัดไฟนายอนุทินกลับไปนั่งเสนอหน้าออกทีวี   

          พฤติกรรมหักหน้าพรรคเพื่อไทยอย่างไม่เกรงใจคนร่วมรัฐบาล  จึงเป็นที่มาของเกมเขย่าสภาสูง  เตรียมสอย 138 สมาชิกวุฒิสภา(สว.) สายสีน้ำเงิน  โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  ภายใต้การบัญชาการของ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ ซึ่งรู้กันอยู่ว่าอยู่ใต้ลมปีกของใคร  โดยอ้างถึงข้อร้องเรียนเรื่องโกงการเลือกตั้งสว.  มีการบล็อกโหวต มีหลักฐานชัดเจน  ชาวบ้านรู้เห็นกันทั่วเมือง  แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย  ทั้งๆที่เป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ  และดีเอสไอเห็นว่ามีความผิดเข้าข่ายอั้งยี่ ซ่องโจร 

           การตั้งแท่นเด็ดสว.สายสีน้ำเงินเพราะมองยาวไปถึงว่าหากปล่อยไปไม่เพียงจะมีบทบาทในเรื่องพิจารณาและกลั่นกรองกฎหมาย  การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน  แต่ยังจะมีผลต่อการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  ผู้ตรวจการแผ่นดิน  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)  คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ซึ่งหากสว.มีการโกงเลือกตั้งเข้ามาจริง  ย่อมคาดหมายได้ว่าจะมีผลให้พรรคการเมืองบางพรรคมีอิทธิพลเหนือการเมือง  มีอำนาจเหนือกฎหมาย  มีรีโมทควบคุมประเทศไทยไว้ในกำมือซึ่งน่ากลัวมากและเป็นไปได้ด้วย

          อย่างไรก็ตามดูเหมือนมีการล็อบบี้บอร์ดดีเอสไอให้เลื่อนการรับคดีฮั้วเลือกตั้งสว.ออกไปก่อน  โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้เสนอเลื่อนการพิจารณาไปเป็นวันที่ 6 มีนาคม 2568 โดยให้ดีเอสไอเชิญ กกต.มาชี้แจง  หรือส่งเป็นเอกสารตอบกลับตามประเด็นที่ดีเอสไอยังมีข้อสงสัยได้ เนื่องจาก กกต. เป็นองค์กรอิสระ ทางดีเอสไอไม่มีอำนาจเชิญมาสอบข้อมูล แต่เป็นลักษณะของการประสานขอข้อมูลเท่านั้น

           ในขณะที่ปลุกคดีฮั้วเลือกตั้งสว.สายสีน้ำเงิน โดยสร้างแรงกดดันต่อกกต.  พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่หยุดเรื่องคดีเขากระโดง  เขย่าอาณาจักรตระกูลชิดชอบที่บุรีรัมย์  เช่นเดียวกับคดีกลืนที่ดินส.ป.ก.เขาใหญ่  เขยื้อนอาณาจักรของตระกูลชาญวีรกูล

          รอยร้าวของสองพรรคร่วมรัฐบาลมีความชัดเจนและยากที่จะประสาน  มีการวิเคราะห์กันว่าพรรคเพื่อไทยอาจพร้อมจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยขับพรรคภูมิใจไทยออกไปนั่งฝ่ายค้าน  แล้วรอจังหวะตัดสินใจยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่วัดคะแนนนิยมกันใหม่เลย  ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเกมเสี่ยงต่อพรรคเพื่อไทยเองในช่วงที่ยังไม่สามารถเรียกคืนความนิยมและศรัทธาจากประชาชนและคนเสื้อแดง 

         หรืออาจจะมีการเจรจาต่อรองระหว่าง “นายใหญ่” กับ “หมอผีบุรีรัมย์”  สมานไมตรีทนอยู่กันต่อไปให้ครบวาระ 4 ปี  ต่างฝ่ายอาจยอมถอยคนละก้าว  พรรคภูมิใจไทยอาจยอมคืนเก้าอี้มหาดไทยให้พรรคเพื่อไทย  สว.สายสีน้ำเงินอาจยอมเปิดทางให้กับกรรมการองค์กรอิสระสายบ้านจันทร์ส่องหล้าบางคน  แลกกับคดีเขากระโดงที่อาจจะยืดเยื้อแต่ยังไงก็แพ้  หรือคดีเขาใหญ่ที่ทำลายภาพลักษณ์ของผู้นำพรรคภูมิใจไทย

          อีกส่วนหนึ่งพรรคเพื่อไทยอาจอาศัยพลังทางการเมืองและพลังกล้วยดึงสว.สายสีน้ำเงินบางส่วนให้ “เปลี่ยนโปร”ย้ายค่ายเปลี่ยนข้างมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย  ซึ่งประเด็นนี้คงไม่ง่ายแต่ก็อยู่ที่พลังกล้วยว่าจะเป็นพันธุ์ไหนและแจกได้ถึงใจเพียงใด

……………………………………

 

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ