สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

เกี่ยวกัน หรือไม่ 

 เกี่ยวกัน หรือไม่ 

ห่างหายไปนาน กับท่าทีเกรี้ยวกราด แบบเอาจริง เอาจัง ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา 

….เพราะล่าสุด ออกมาแสดงท่าที อย่างเกรี้ยวกราด ด้วยการประกาศ เตรียมจัดเก็ยภาษ๊สินค้าจีน ทุกประเภทเพิ่มอีก 100% เป็น 130% พร้อมจำกัดการส่งออกสินค้าซอฟท์แวร์ไปจีน ทุกประเภท โดยจะเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป 

แม้อัตราภาษีศุลกากร ใหม่ ที่สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บจากจีนล่าสุด จะต่ำกว่าระดับ จากที่เคยเรียกเก็บเมื่อช่วงต้นปี เล็กน้อย ที่ 145% ก็ตาม แต่ทว่า งานนี้ ทำเอาหลายประเทศที่ทราบข่าว ต่างพากันวิตกกังวลกันว่า นั่น อาจเป็นชนวน ที่เชื่อว่า น่าจะก้อให้เกิด สงครามการค้า ครั้งใหญ่ ระหว่าง จีน และ สหรัฐ ฯ ก็เป็นได้ 

แต่สิ่งหนึ่งที่ ตะหงิดใจ และสงสัย ว่า เอ๊ะ! มีเรื่องอะไรกันนะ ที่มาปลุกเร้า ให้ผู้นำสหรัฐฯ คนนี้ ซึ่งเคยดูสงบปาก สงบคำ ไปช่วงเวลาหนึ่ง ให้ลุกขึ้นมาแสดงอิทธิฤทธิ์ กับจีน ขึ้นมาอีกครั้ง 

นึกๆ อยู่นาน ก็หวนให้คิดถึงข่าวหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ เรื่องของการเสนอชื่อ ผู้เข้ารับรางวัล โนเบล สาขาสันติภาพ ที่ก่อนหน้านี้ มีหลายประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศข้างบ้านของไทย ที่เสนอขื่อ ของ ทรัมป์ เข้าเป็นหนึ่งในรายชื่อ เพื่อพิจารณารับรางวัล ดังกล่าว ซึ่งบรรดาประเทศ เหล่านั้น อ้างว่า “ทรัมป์” นี่ล่ะ คือบุคคล ที่เหมาะสมกับรางวัลที่ว่านี้ 

ขณะที่ เจ้าตัวเอง ก็มุ่งมั่นทำหน้าที่ เป็นคนกลาง เข้าไกล่เกลี่ย ประเทศที่มีความขัดแย้ง หลายกรณี อาทิ การเป็นตัวกลาง ช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ในฉนวนกาซา ระหว่าง อิสราเอล และฮามาส จนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้เป็นผลสำเร็จ หรือแม้ การประกาศตัว จะมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ปัญหาระหว่าง ไทย และประเทศข้างบ้าน ซึ่งนั่น ทำให้เชื่อว่า รางวัลโนเบล สาขา สันติภาพ ต้องตกอยู่ในมือ “ทรัมป์” อย่างแน่นอน 

แต่ท้ายที่สุด เมื่อ คณะกรรมการรางวัลโนเบล ได้ออกมาประกาศ ให้ “มาเรีย โครินา มาซาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซูเอลา ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ….ก็เท่ากับว่า ทรัมป์ ชวดรางวัล ดังกล่าวไปในทันที 

ชวด ที่แปลว่า ไม่ได้ดั่งใจหวัง ก็เท่ากับว่า ทำให้ “ทรัมป์” หงายเงิบไปเลย ความฝัน ที่คาดหวังไว้ ก็พลันสลาย ในทันที ซึ่งก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ หรือเปล่า ที่เป็นตัวการ ทำให้ ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีไปในเวลาเพียง ไม่ถึงวัน…..

ทั้งหมดนึ้ เป็นมุมมอง ของผู้เขียน เท่านั้น เพราะเมื่อดูจากไทม์ไลน์ แล้ว ช่างเป็นช่วงเวลาที่เกิดไล่เลี่ย กัน ทำให้นึกเอง เออ เอง ว่า จะใช่เหตุผล นี้จริงหรือไม่ …อันนี้ ก็น่าคิดเหมือนกันนะ! 

หากเป็นเรื่องจริง ก็เรียกว่า …แพ้แล้วพาล… ก็ว่าได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับให้ได้คือ ความจริงที่ว่า ตลอดระยะเวลา การกระทำที่เกิดขึ้นเหล่านั้น เกิดจากความจริงใจ ที่ต้องการสร้างสันติภาพ ให้เกิดขึ้น จริงหรือไม่ หรือแม้แต่ การกระทำเหล่านั้น เกิดขึ้นมานานแค่ไหนแล้ว และใคร ที่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด จากสิ่งที่กระทำ หรือแม้แต่ การกระทำทุกอย่าง เข้าหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข ของทางผู้มอบรางวัล หรือไม่ 

กระนั้นก็ตาม แม้วันนี้ ท่านผู้นำสหรัฐฯ จะยังไม่ได้รับรางวัลโนเบล ในครั้งนี้ แต่ก็ใช่ว่า จะไม่โอกาสอีก…ไม่แน่ว่า ในปีหน้า ท่าน อาจจะได้รางวัล โนเบล สาขาสันติภาพ ก็ได้….อย่างไรก็ดี ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้ท่านทำสิ่งดีๆ เพื่อสันติของโลก ต่อไปนะเจ้าคะ

***************

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ