อเมริกาบ้าไปแล้ว ขึ้นภาษีจีน 245%
ถ้าสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน เลิกคุยบนโต๊ะ เลิกค้าขายด้วยการตั้งกำแพงภาษีใส่กันเช่นสถานการณ์ในขณะนี้ แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของการค้าโลก จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลง เพราะที่ผ่านมาสหรัฐฯกับจีนมีความเชื่อมโยงกันในมิติของการพึ่งพาทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี การศึกษา ฯลฯ
นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าแค่สองฝ่ายขึ้นภาษีต่อกันในระดับ 54% การค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ–จีน ก็แทบจะไปต่อไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีสินค้าตัวใดที่มีกำไรระดับ 50% หรือมีก็น้อยมาก แต่ที่ขึ้นมาถึงระดับ 125 – 245 % นั้นเป็นเรื่องของการแสดงท่าทีและการรักษาหน้าในทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น
การที่สำนักงานกับภาพยนตร์แห่งชาติจีน แถลงว่ามาตรการรีดภาษีของสหรัฐฯจะมีผลต่อความต้องการเสพสื่อภาพยนตร์ของสหรัฐฯในจีนลดน้อยลง หรือว่ากันตรงๆคือจีนจะคุมการนำเข้าหนังจากฮอลลีวู้ดซึ่งเป็นภาคบริการของสหรัฐฯที่ได้ดุลจากจีน ถือเป็นหนึ่งในการตอบโต้ที่เขย่าอุตสาหกรรมบันเทิงของสหรัฐฯได้พอสมควร
แต่ที่แรงและกระตุ้นต่อมเดือดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯให้พุ่งปรี๊ดคือการที่รัฐบาลกลางของจีน มีคำสั่งให้สายการบินในประเทศ ระงับการรับมอบเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง รวมถึงอุปกรณ์การบินจากสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อมูลว่าสายการบินชั้นนำ 3 แห่งของจีน เช่น แอร์ไชน่า, ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลนส์ และไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลนส์ มีแผนรับมอบเครื่องบินโบอิ้งรวมเกือบ 200 ลำระหว่างปี 2025-2027นั้น จะสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯแน่
นั่นคือที่มาของการที่ “ทำเนียบขาว”ได้ออกเอกสารระบุว่าเมื่อจีนตอบโต้จึงต้องเผชิญภาษีศุลกากรสหรัฐฯ สูงถึง 245% โดยนับรวมจากภาษีศุลกากรที่ประกาศในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกและรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ดังเช่น รถยนต์ไฟฟ้าและกระบอกฉีดยาเป็นสินค้า 2 ชนิดที่ถูกเก็บภาษี 100% ในสมัยไบเดน เมื่อบวกกับการขึ้นภาษีครั้งใหม่ 145%สมัยทรัมป์ จึงรวมเป็น 245%
การก่อกำแพงภาษีใส่กันเช่นนี้จะอยู่กันอย่างไร มีผู้ให้คำตอบว่าจีนไม่จำเป็นต้องพึ่งอเมริกา แต่ชาวอเมริกันต้องพึ่งจีน สมัยที่จีนยังปิดประเทศ ข้าวปลาอาหารไม่พอกิน ผู้คนอดตายปีละหลายล้านคน จีนเคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้ว จนแม้ทุกวันนี้คนจีนทักทายกันยังใช้ประโยคว่ากินข้าวหรือยัง จีนใช้เวลาพัฒนาตนเองมาเรื่อยๆด้วยลำแข้งตนเอง ไม่ได้อาศัยความช่วยเหลือหรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และจีนได้ส่งต่อความรู้สึกและอารมณ์เหล่านี้ไปยังรุ่นลูกหลาน
หลังจากเปิดประเทศ เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เคยพูดว่า “เศรษฐกิจจีนเปรียบเหมือนมหาสมุทร ไม่ใช่สระน้ำเล็กๆ จึงสามารถต้านพายุหรือคลื่นลมแรงได้ แม้จะผ่านพายุร้ายมาไม่รู้กี่ครั้ง แม้จะผ่านความยากลำบากและความเจ็บปวดมากกว่า 5,000 ปีจีนก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ และเมื่อมองต่อไปในอนาคตจีนก็จะจะยังคงอยู่ที่นี่ตลอดไป”
เรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา จีนอ่านเกมนี้และวางแผนรับมือเอาไว้ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเทรดวอร์สสมัยทรัมป์ 1.0 จีนก็ผ่านมาแล้ว ก่อนจะมาถึงเทรดวอร์ส 2.0 เราจะเห็นว่าจีนได้ดำเนินการมาหลายส่วน เช่น การลดระดับการพึ่งพาวัตถุดิบสินค้าเกษตรจากสหรัฐ ทั้ง ถั่วเหลือง ที่เคยซื้อจากสหรัฐฯปีละ 30-40 ล้านตัน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 20ล้านตัน อีกครึ่งหนึ่งนำเข้าจากบราซิล อาร์เจนติน่า ชิลี เปรู
มองในแง่ตลาด เมื่อก่อนสหรัฐฯคือตลาดส่งออกหลักของจีน หรือประมาณ 20% ของการส่งออกทั้งหมด ผ่านมา 7-8 ปีวันนี้เหลือไม่ถึง 15% ด้วยการกระจายตลาด หันไปค้าขายกับกลุ่มอื่นๆเช่นอาเซียน หรือประเทศตามแนวหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้จีนได้รับผลกระทบน้อยกว่า
ในการประชุมสองสภาของจีนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา จะเห็นการเตรียมตัวในหลายส่วน จีนพยายามเบ่งเศรษฐกิจภายในประเทศ เปลี่ยนโมเดลลดการพึ่งพาการส่งออกหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศในทางกลับกันสหรัฐฯยังพึ่งพาสินค้าจีนมาก สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ 80% มาจากต่างประเทศ และ ในจำนวนนั้น50% มาจากจีน
ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจีนก็สูงมาก การที่สหรัฐฯจะหาสินค้าจากชาติอื่นไปทดแทนในราคาที่ใกล้เคียงกันก็ยาก หรือความคิดของทรัมป์ที่จะย้ายฐานการผลิตกลับเข้าสู่สหรัฐฯก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำในระยะเวลาอันสั้น อาจต้องใช้เวลา 3-4 ปี หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยในเชิงธุรกิจ เพราะถ้าเอาสินค้าที่มีกำไรต่ำไปตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐฯที่มีค่าจ้างแรงงานสูง ต้นทุนการผลิตสูง ผลิตสินค้าออกมาในราคาแพงผู้บริโภคอาจจะไม่ซื้อ หรือทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา
การดึงความขัดแย้งให้กลับมาเจรจาบนโต๊ะคงไม่ไวเหมือนที่ทรัมป์สั่งขึ้นภาษีจีนทีละ 50% หรือ 100% ในชั่วข้ามคืน หากยืดเยื้อเชื่อว่าจีนจะยืนระยะได้ยาวนานกว่า ความคิดที่ว่าจีนจะถูกสหรัฐฯโดดเดี่ยว นั้นกลับกลายเป็นว่าหลายประเทศเข้าไปจับมือกับจีนเช่นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น กลุ่มอาเซียนที่ผู้นำจีนเดินทางเยือนเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา สหภาพยุโรปที่เคยจะเก็บภาษีนำเข้ารถEVจีนก็รู้ตัวว่าต่อไปจะค้าขายกับสหรัฐฯลำบาก ดังเช่นที่ถูกสหรัฐฯเทเรื่อง “ยูเครน”
ทรัมป์เป็นคนประเภท “เข็มขัดสั้น” คือ “คาดไม่ถึง” ดังเช่น ประกาศใช้กำแพงภาษีทั่วโลกแล้วจู่ๆสั่งเลื่อน 90 วัน ยกเว้นจีนเก็บ 145% แล้วไม่ทันไรสั่งขึ้นภาษีจีนอีกเป็น 245% ใครจะรู้ว่าระหว่างนี้ทรัมป์อาจประกาศอะไรก็ได้ เช่นกดดันเก็บภาษีเป็นบางประเทศ บางกลุ่มเช่น BRICS หรือพอครบ 90 วันแล้วอาจขยายเวลาออกไปอีก
หรือทรัมป์อาจจะมีก๊อก 3 ก๊อก 4 ที่นอกเหนือจากเรื่องดุลการค้าเป็นเกณฑ์แล้ว ต่อไปอาจยกเรื่องอื่นๆเช่น มิติในเชิงลงทุน มิติเชิงสังคม ยาเสพติด ฯลฯ ที่สามารถเอามาเป็นข้ออ้างในการเก็บอากรนำเข้า
สำหรับประเทศไทย เวลานี้ทุกฝ่ายควรร่วมกันสุมหัวสู้ นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักวิชาการ นักธุรกิจ ควรร่วมกันคิดเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ช่วยกันกำหนดท่าทีหรือช่องทางประสานงานในการเจรจรากับสหรัฐฯ ไม่ใช่มานั่งตำหนิติเตียน จ้องกระตุกขา ด่ากันไปมาผ่านสื่อเช่นที่ทำอยู่ตอนนี้
