สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

อาคาร SAT-1 จัดเต็มสถาปัตยกรรมไทย  เตรียมพร้อม สู่การเป็น ศูนย์กลางสนามบินแห่งอาเซียน

 อาคาร SAT-1 จัดเต็มสถาปัตยกรรมไทย  เตรียมพร้อม สู่การเป็น ศูนย์กลางสนามบินแห่งอาเซียน

หลังจากที่มีการเปิดแผนเพิ่มขีดความสามารถให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในการรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความแออัดของผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุด AOT เปิดภาพ “อาคาร SAT-1” หรือ อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ที่แสดงให้เห็นถึงแนวคิด สถาปัตยกรรม ที่นำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่คำนึงถึงความยั่งยืน

ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ อาคาร SAT-1 เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ซึ่งตัวอาคารได้รับการออกแบบให้มีสถาปัตยกรรมสอดรับกับอาคารผู้โดยสารหลัก (Main Terminal Building) ซึ่งใช้เป็นระบบ Modular ที่ก่อสร้างได้รวดเร็ว และใช้วัสดุที่ดูแลรักษาได้ง่าย รวมถึงยังคำนึงถึงการออกแบบอาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Design) เพื่อช่วยให้อาคารประหยัดพลังงาน ไปพร้อมกับการเน้นการใช้โซลาร์เซลล์ ลดการเปิดไฟ และยังมีการติดตั้งอุปกรณ์กันความร้อน และติดตั้งระบบนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ขณะเดียวกัน ยังมีหลุมจอดประชิดอาคารทั้งหมด 28 หลุมจอด ซึ่งสามารถจอดอากาศยานขนาด Code F (เช่น A380 และ B747-8 เป็นต้น) ได้ 8 หลุมจอด และอากาศยานขนาด Code E (เช่น B747 และ A340 เป็นต้น) ได้ 20 หลุมจอด

“โครงสร้างของอาคาร SAT-1 มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 216,000 ตารางเมตร ตัวอาคารมีความสูง 4 ชั้น และมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น โดยชั้น B2 เป็นพื้นที่สำหรับสถานีขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover Station: APM Station) ชั้น B1 เป็นพื้นที่ห้องงานระบบ ชั้น G เป็นพื้นที่สำหรับระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ และพื้นที่สำนักงาน ส่วนชั้น 2 เป็นพื้นที่สำหรับผู้โดยสารขาเข้า รวมทั้งพื้นที่สำหรับผู้โดยสารเชื่อมต่อเที่ยวบิน ขณะที่ชั้น 3 เป็นพื้นที่สำหรับผู้โดยสารขาออก มีพื้นที่พักคอยสำหรับผู้โดยสารรอขึ้นเครื่อง เป็นแบบ Open Gate และมีพื้นที่ร้านค้าตลอดแนวทางเดิน และชั้น 4 เป็นพื้นที่สำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่ม” ดร.กีรติ กล่าว

นอกจากนี้ อาคาร SAT-1 เชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบันด้วยอุโมงค์ใต้ดิน โดยมีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในอุโมงค์ประกอบไปด้วย ระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ หรือรถไฟฟ้า APM จำนวน 4 ช่อง ระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า จำนวน 2 ช่อง และถนนให้บริการเขตการบิน จำนวน 2 ช่อง ในการเดินทางจากอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน ไปยังอาคาร SAT-1 จะใช้รถไฟฟ้า APM ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าระบบล้อยางแบบไร้คนขับในการรับส่งผู้โดยสาร ใช้ระยะเวลาในการโดยสารรวมถึงระยะเวลาที่ผู้โดยสารรอบริการที่สถานี ประมาณ 3 นาทีครึ่ง สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 179 คนต่อขบวน

“ส่วนการตกแต่งภายในของอาคาร SAT-1 เราเน้นให้มีการออกแบบเพื่อให้เข้ากับอาคารผู้โดยสารหลัก แต่มีการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรม ศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย ให้กลมกลืนไปกับโครงสร้างอาคารที่ทันสมัย โดยมีผลงานการตกแต่งชิ้นเอกเป็นช้างคชสารตั้งอยู่บริเวณโถงกลางของชั้น 3 ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับผู้โดยสารขาออก”

“สำหรับปลายอาคารทั้ง 2 ด้าน ทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ได้มีการติดตั้งสุวรรณบุษบก และรัตนบุษบก เพื่อประดิษฐานองค์พระพุทธปฏิมา ปางมารวิชัย และ ปางเปิดโลก ที่ได้รับการถอดแบบมาจากวัดผาซ่อนแก้ว เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อสถานที่ และเป็นขวัญและกำลังใจต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้เดินทาง นอกจากนี้ บริเวณชั้น 3 ของอาคารได้รับการออกแบบให้เป็นสวน พร้อมกับการตกแต่งด้วยสัตว์หิมพานต์ ตามคติความเชื่อของไทย เช่น กินนร กินรี เหมราช และหงส์สา ส่วนบริเวณชั้น 2 เราจัดไว้สำหรับเป็นพื้นที่ของผู้โดยสารขาเข้า ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นสวนสัญจรผ่าน และจัดแสดงงานภูมิทัศน์ผสมผสานกับศิลปวัฒนธรรมของไทย อย่างหุ่นละครเล็ก หนังใหญ่ หัวโขน และ ว่าวไทย เป็นต้น”

อีกหนึ่งผลงาน การออกแบบที่โดดเด่นภายในอาคาร SAT-1 คือ ห้องน้ำภายในอาคาร ที่ได้นำเอกลักษณ์ ทั้ง 4 ภาคของประเทศไทย รวมถึงประเพณีวัฒนธรรมของไทย มาใช้ออกแบบรูปลักษณ์ภายใน ส่วนสุขภัณฑ์ทั้งหมด ก็ใช้ระบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยในการประหยัดน้ำ

ดร.กีรติ กล่าวถึง วัตถุประสงค์หลัก ของอาคาร SAT-1 เป็นพื้นที่สำหรับผู้โดยสารมาพักรอ ก่อนขึ้นเครื่องหลังจากได้เช็กอินและตรวจคนเข้าเมืองที่อาคารผู้โดยสารหลักแล้ว

“นับตั้งแต่เราเปิดใช้อาคาร SAT-1 เราได้รับฟีดแบคดีมาก ผู้โดยสารมีความพึงพอใจ เพราะตัวอาคาร SAT-1 มีความใหม่ และมีความโปร่งโล่งสบาย ทำให้ผู้โดยสารไม่รู้สึกแออัดในระหว่างที่มารอขึ้นเครื่อง หรือบางคนมารอเปลี่ยนเครื่อง ก็สามารถอยู่ได้ในระยะเวลานาน ๆ โดยอาคารแห่งนี้  มีพื้นที่รวมประมาณ 250,000 ตารางเมตร รวมทั้ง มี 28 สะพานเทียบเกต รองรับผู้โดยสารได้ 15 ล้านคนต่อปีและมีพื้นที่ร้านค้าอาคารเชิงพาณิชย์ต่างๆ เลานจ์สำหรับผู้โดยสาร ทำให้ผู้โดยสารสามารถเลือกใช้บริการต่างๆ ได้ เช่นเดียวกับเลานจ์ ที่เป็นห้องอาหาร และเลานจ์ที่เป็นห้องพักคอยสำหรับผู้โดยสารแต่ละคน ก็สามารถเลือกใช้บริการได้มากขึ้นด้วย ซึ่งในส่วนของการเปิดพื้นที่เชิงพาณิชย์ต่างๆ เวลานี้เปิดไปแล้วราว 98% แล้ว

ทั้งนี้ ดร.กีรติ ยังกล่าวด้วยว่า การออกแบบของ SAT-1 ได้มีการนำแนวคิด “ป่าหิมพานต์” ในวรรณคดีไทย มาเป็นแรงบันดาลใจ “เราต้องการแสดงความเป็นไทย ให้นักท่องเที่ยว นักเดินทางได้สัมผัส อย่างน้อย เขามาเที่ยวเมืองไทยแล้วก่อนจะจากเราไปเดินทางต่อ เขาก็จะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของเรา ฉะนั้นตรงนี้จึงมีการนำเอาภาพของป่าหิมพานต์ สัตว์ที่อยู่ในวรรณคดี หรือสัตว์ที่เป็นตัวแทนของประเทศเราอย่างช้าง ก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ของอาคาร รวมถึงกินรี กินนร หงส์”

“มีการออกแบบพื้นที่นั่งพักคอย ให้คนที่มาอยู่ที่นี่เขารู้สึกว่าเขาได้รับความสะดวกสบาย ไม่ได้อยู่สนามบินแล้วต้องแออัด หรือที่นั่งไม่สบาย ตรงนี้จะเป็นคอนเซปต์การดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอาคารหลังเทอร์มินอลที่เป็นคอนเซปต์เดิมประมาณ 18 ปีมาแล้ว ซึ่งตรงนี้จะเริ่มเอาไอเดียมาปรับปรุง และห้องน้ำ ที่ SAT-1 เราออกแบบโดยใช้วัฒนธรรม 4 ภาคเข้ามาประกอบสามารถพูดได้เลยว่ากล้าสู้กับระดับโรงแรม เพราะคุณภาพทัดเทียมกัน” ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวทิ้งท้าย

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ