หมอแอมป์เตือน! โรคอ้วน วิกฤตสุขภาพไทย คนกรุงเทพฯ ครองแชมป์อ้วนสูงสุด
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 มีนาคม 2568 – โรคอ้วน (Obesity) ไม่ใช่แค่ปัญหาความมั่นใจ แต่เป็นภัยคุกคามสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงมะเร็งบางชนิด ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ “หมอแอมป์” ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และนายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) เผยข้อมูลในวันอ้วนโลก (World Obesity Day) ว่า วิกฤตโรคอ้วนกำลังลุกลามทั่วโลก โดยในปี 2022 มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1 พันล้านคน และคาดว่าในปี 2035 จำนวนผู้มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนจะสูงถึง 3.3 พันล้านคน หรือ 54% ของประชากรโลก
ไทยติดอันดับโลก กรุงเทพฯ นำโด่ง รายงานกระทรวงสาธารณสุขปี 2566 ระบุว่า 48.35% ของประชากรไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน โดยกรุงเทพฯ มีอัตราสูงสุดที่ 56.4% ตามด้วยภาคเหนือ (51.8%) ภาคใต้ (50.8%) ภาคกลาง (46.9%) และภาคอีสาน (46.6%) นอกจากนี้ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีภาวะอ้วน 9.24% และเด็กวัยเรียน (6-14 ปี) มีอัตรา 13.12% ขณะที่วัยรุ่น (15-18 ปี) สูงถึง 15.76% ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย เพราะเด็กอ้วนมีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึง 5 เท่า

เข้าใจสาเหตุ ปรับพฤติกรรม แก้ปัญหายั่งยืน หมอแอมป์อธิบายว่า โรคอ้วนเกิดจากพลังงานที่รับเข้าเกินกว่าการเผาผลาญ โดยมีปัจจัยร่วม เช่น พันธุกรรม ฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ค่า BMI อาจไม่เพียงพอในการวินิจฉัย ควรใช้การวัดรอบเอวและองค์ประกอบร่างกายด้วยเครื่อง DEXA เพื่อความแม่นยำ
3 แนวทางแก้ไข: Lifestyle Medicine คือกุญแจสำคัญ
1. โภชนาการที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงน้ำตาลสูง ไขมันทรานส์ เน้นอาหารที่มีไฟเบอร์ โปรตีนคุณภาพดี และไขมันดี
2. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรผสมผสานระหว่างคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง เพื่อเพิ่มการเผาผลาญ
3. การจัดการความเครียดและการนอนหลับที่ดี เพราะฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความหิวและอิ่มมีผลต่อภาวะอ้วน
หมอแอมป์ย้ำว่า การรับมือโรคอ้วนต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในระดับบุคคลและสังคม เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีและยั่งยืน

