‘หนักหน่วง’ ถ่วงสังคม ก่อนล่มจมจากระเบิดเวลา
อีบุ๊กบางกอกทูเดย์ฉบับที่ ๔๘๒ ระหว่างวันศุกร์ที่ ๙ – วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๘
หน้า ๒-๓ สกู๊ปปก
“หนักหน่วง” ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เป็นคำวิเศษณ์ คือ“เอาจริงเอาจัง” รวมทั้งหมายถึง จริงจัง มาก ยิ่ง ซึ่งสังคมไทยทุกวันนี้ขาดความ “หนักหน่วง” จึงเป็นช่องทางให้ “วิกฤตการณ์อันเลวร้าย” ในรูปแบบต่าง ๆ ส่งผลกระทบไปถึงวิถีการดำเนินชีวิตและจิตใจของผู้คนมากมาย ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ทุกฝ่ายและทุกคนจะต้องตระหนักถึงคำว่า “หนักหน่วง” ก่อนที่จะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” พาสังคมเสียหายไปมากกว่านี้
7 วิกฤต ‘สุขภาพ’ เรื่องใกล้ตัว
เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เปิดเผยข้อมูลทิศทางสุขภาพคนไทย 2568 (ThaiHealth Watch 2025) ท่ามกลางวิกฤตโลกเดือดโดยรวบรวมองค์ความรู้จากสถานการณ์สุขภาพคนไทย ปี 2567 ประกอบกับความคิดเห็นเรื่องสุขภาพยอดนิยมบนสื่อออนไลน์ และข้อแนะนำทั้งระดับปัจเจกบุคคลและนโยบายต่อสังคม เกิดเป็นประเด็นกระแสสังคม 7 ประเด็น ดังนี้
1.ยิ่งเปราะบาง ยิ่งเดือดร้อน วิกฤตโลกเดือด สำนักบริการด้านสภาพแวดล้อมของสหภาพยุโรป พบปี 2566 เป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิร้อนที่สุด โลกร้อนขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางระบบนิเวศ ระบบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ไทยเสี่ยงจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย สร้างทักษะคนรุ่นใหม่สามารถสื่อสารลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2.ชีวิตอมฝุ่น ตัวเลขผู้ป่วยก้าวกระโดด นโยบายก้าวไม่ทัน รายงานคุณภาพอากาศปี 2566 พบไทยมีมลพิษมากเป็นอันดับที่ 36 ของโลก เฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 23.3 มคก./ลบ.ม. มากกว่าค่าเฉลี่ยรายปีที่องค์การอนามัยโลกกำหนดถึงเกือบ 5 เท่า โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 1,224 มวน ส่งผลให้มีผู้ป่วยทางเดินหายใจกว่า 11 ล้านคนต่อปี สสส. ชวนจับตาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2-3 ในต้นปี 2568
3.เยียวยาจิตใจ ปรับพฤติกรรมใหม่ เข้าถึงการดูแลได้ทุกคน พบผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นจาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.9 ล้านคน ในปี 2566 สสส. ร่วมกับภาคีพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพจิต ภายใต้โครงการ “ประสบการณ์” เพื่อลดช่องว่างและทัศนคติระหว่างวัย
4.ต่างวัยต่างติดจอ เผชิญปัญหาต่าง กระทบชีวิตไม่แตกต่าง พฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2565 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พบคนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 7.04 ชม./วัน แต่กลับมีความรู้ด้านการป้องกันภัยออนไลน์ต่ำ ส่งผลให้เสพติดพนันออนไลน์ โดนกลั่นแกล้ง คุกคามทางเพศ สสส. ได้ผลักดันกลไกเครือข่ายสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อทุกกลุ่มวัย เพื่อเฝ้าระวังและลดภัยออนไลน์ทุกรูปแบบ
5.เด็กอ้วนเพิ่ม ผู้ใหญ่ความดันพุ่ง ทำสุขภาพทรุด เศรษฐกิจโทรม พบคนไทยเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สูงถึง 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด คิดเป็น 4 แสนคนต่อปี เด็กที่อ้วนมีแนวโน้มเป็นผู้ใหญ่ที่ป่วยโรค NCDs โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มจาก 4.8 ล้านคนในปี 2566 เป็น 5.3 ล้านคนในปี 2583 ซึ่งสาเหตุเกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น เครื่องดื่มชง เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป สสส. เร่งสานพลังภาคีเครือข่าย สร้างงานวิชาการ ผลักดันนโยบายระดับประเทศ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงพฤติกรรมสุขภาพ 6.โรคติดต่อจะไม่ติดต่อ เติมความรู้ให้แน่น ก่อนจะเล่นกับความรัก พบคนไทยป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจาก 28.8 คนต่อประชากรแสนคน ในปี 2560 เป็น 53 คนต่อประชากรแสนคน ในปี 2566 สสส. พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เครื่องมือสำหรับทุกกลุ่มวัยในเว็บไซต์ www.คุยเรื่องเพศ.com เน้นให้ความรู้ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายไปถึงความเข้าใจสิทธิทางเพศ
7.การตลาดบุหรี่ไฟฟ้า ภาพหวานเหมือนขนม ซ่อนพิษขมสำหรับเด็ก ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพปี 2566 พบเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้า 9.1% จากการตลาดที่มุ่งเน้นกลุ่มนักสูบหน้าใหม่ โดยออกแบบผลิตภัณฑ์สีสันสดใส ทันสมัย และกลิ่นหอม โฆษณาว่าเป็นสินค้าที่เท่และปลอดภัย ประกอบกับผู้ปกครองขาดความรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า
สสส. มุ่งเป้าลดอัตรานักสูบหน้าใหม่ มีนโยบายสนับสนุน 5 มาตรการ 1.พัฒนาองค์ความรู้ 2.สร้างความตระหนักรู้ 3.เฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย 4.พัฒนาศักยภาพเครือข่าย 5.ผลักดันนโยบายและมาตรการป้องกัน
ทั้งนี้ ThaiHealth Watch 2025 เป็นเครื่องมือสำคัญกระตุ้นสังคมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม ติดตามข้อมูลได้ที่ https://resourcecenter.thaihealth.or.th/healthtrend และสามารถรับข้อมูลสุขภาพเฉพาะรายบุคคลได้ที่แอปพลิเคชัน Persona Health
คนไทยตายจากโรคไม่ติดต่อ สูงถึง 74%
น.ส.สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สสส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญส่งผลให้การลดโรค NCDs ทำได้ยาก คือ
1.นวัตกรรม ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม และพฤติกรรมของคน เช่น การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ อาหารแปรรูป 2.การตลาดที่กระตุ้นการบริโภค 3.บุหรี่ไฟฟ้าและกัญชา เข้าถึงได้ง่าย 4.ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ PM2.5 ทำให้ออกกำลังกายนอกอาคารไม่ได้ 5.ปัญหาความเครียด สุขภาพจิต 6.รางวัลที่ให้ตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการกินเกินพอดี
“1 ในสิ่งสำคัญที่ สสส. มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานป้องกันและลดอัตราป่วยด้วยโรค NCDs สื่อสารรณรงค์ให้ความรู้ จุดประกายการเปลี่ยนแปลง เช่น สสส. ขับเคลื่อนเรื่องเหล้าในกลุ่มผู้หญิง เหล้ามีผลต่อมะเร็งเต้านม ทำให้อัตราการดื่มในกลุ่มผู้หญิงลดลง หรือกรณีบุหรี่ไฟฟ้า เรื่องไอบุหรี่เกาะปอดไม่สามารถล้างไม่ได้ รวมถึงจุดประกายการตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้ง่าย เช่น แคมเปญ “ไขมันเริ่มสลายเมื่อออกกำลังกายอย่างน้อย 10 นาที” สร้างกระแสสังคมเพื่อปรับพฤติกรรมเสี่ยง เรื่องงดเหล้าเข้าพรรษา”
ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า ปี 2566 คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตาย 7.9 คนต่อประชากรแสนคน และยังมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี แต่บุคลากรด้านสุขภาพจิตกลับเป็นสาขาที่มีจำนวนจำกัด มีจิตแพทย์ 1,000 คน นักจิตวิทยา 1,000 คน ซึ่งการจะเพิ่มบุคลากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอต้องใช้เวลาถึง 5-10 ปี กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่า 10 ปีข้างหน้า สุขภาพจิตจะกลายเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่ทำให้เกิดการสูญเสียเป็นอันดับ 1 ของโรคไม่ติดต่อทั้งหมด ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือ กลุ่มวัยทำงาน พบมีความเครียดในการทำงาน 42.7% ในจำนวนนี้มีภาวการณ์ฝืนทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต 27.5% การรักษาในโรงพยาบาลจึงอาจไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต
“แนวทางการสร้างนโยบายการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดีในการทำงาน 6 เรื่อง 1.เพิ่มสวัสดิการด้านการรักษาสุขภาพกายและใจ 2.อบรมให้ความรู้และจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจ 3.เพิ่มสวัสดิการการลา 4.ส่งเสริมการพูดคุยสื่อสารและรับฟังปัญหา 5.สร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร 6.เพิ่มสวัสดิการทางการเงิน ช่วยให้พนักงานเข้าถึงการได้รับบริการหรือการส่งเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพใจ” (ที่มา : สสส. /hfocus)
ความรุนแรงในครอบครัวยังน่าห่วง
เมื่อ ปี 2565 ไทยเคยติดอัน 1 ใน 10 ประเทศที่ใช้ความรุนแรงต่อเด็กสตรีมากที่สุดในโลก จากผลการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีพบว่ามี หญิงไทยถูกล่วงละเมิดจากการถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจวันละหลายคน โดยสามารถแบ่งประเภทความรุนแรงออกได้เป็นความรุนแรงทางด้านจิตใจ คิดเป็น 32.3% ความรุนแรงทางร่างกาย คิดเป็น 9.9% และความรุนแรงทางเพศ คิดเป็น 4.5% โดยความรุนแรงที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงตัวเลขจากรายการที่มีการร้องทุกข์เข้ามา ยังมีความรุนแรงในครอบครัวอีกมากมายที่ไม่ได้รับการแจ้ง ด้วยสาเหตุ เช่น ไม่กล้าแจ้งความ ถูกขู่หากมีการแจ้งความ หรืออายไม่อยากเปิดเผยเรื่องราวให้คนอื่นรับรู้
เป็นเรื่องปกติที่ทุกครอบครัวจะต้องมีปัญหา มีปากเสียง มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่ในครอบครัวที่ไม่ปกติจะมีการใช้ความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งระหว่างสามีกับภรรยา ลูกกับพ่อหรือแม่ หรือกับเครือญาติ ซึ่งเมื่อเกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้นแล้ว สมาชิกทุกคนล้วนแต่ได้รับความบอบช้ำทั้งทางกายและทางใจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ความรุนแรงในครอบครัวคือเหตุผลหลักที่นำไปสู่การเป็นปัญหาสังคม หรือทำให้เกิดโรคทางจิตใจต่าง ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคเครียด
ทั้งนี้ความรุนแรงในครอบครัวนับเป็นปัญหาสังคมใหญ่ของไทย เพราะครอบครัวควรจะเป็นที่ ๆ อยู่แล้วมีความสุข การที่ในครอบครัวมีแต่ความรุนแรงอาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เช่น การลงโทษลูกด้วยการตีหรือใช้ความรุนแรงจนทำให้เกิดบาดแผล สิ่งต่าง ๆ นี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งสามารถแบ่งผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึันในครอบครัวได้ 2 ระยะ คือ
ผลกระทบระยะสั้น : ส่งผลให้ลูกมีอาการหงุดหงิดง่าย เลี้ยงยาก เด็กไม่มีความสุข มองโลกในแง่ลบและมีปัญหาในการเข้าสังคม มีปัญหาในการเรียน ไม่เชื่อฟังครู และ ผลกระทบระยะยาว : ในระยะยาว หากเด็กยังต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรงในครอบครัวมาโดยตลอด อาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาในการเข้าสังคม ชอบใช้ความรุนแรง เด็กมีความก้าวร้าวเพราะคิดว่าความรุนแรงและความก้าวร้าวเป็นเรื่องปกติ ต่อต้านสังคม ไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่น เช่น หากเพื่อนในกลุ่มมีความคิดที่ต่างออกไป จะให้ความรุนแรงบังคับจิตใจให้เพื่อนคิดตามเราให้ได้ หากผู้ปกครองไม่เร่งแก้ไข มีความเป็นไปได้สูงว่า เมื่อโตขึ้นจะเป็นคนไม่ดีในสังคม
เหยื่อผู้ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว มักจะได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นตรงหรือทางอ้อม เหยื่อจะมีความเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในเด็กที่เห็นพ่อแม่ใช้ความรุนแรงบ่อย ๆ เมื่อเด็กเกิดความเครียดอาจจะส่งผลออกมาทางร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ ฝันร้าย ในเด็กที่มีความเก็บกดมาก ๆ อาจมีการทำลายข้าวของร่วมด้วยสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัวอยู่ในขณะนี้ หรือสงสัยว่าคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวกำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ ให้รีบขอความช่วยเหลือ และป้องกันตัวเอง อย่าเชื่อในคำขู่ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คนที่เชื่อใจได้ฟัง
วิธีป้องกันความรุนแรงในครอบครัว : สร้างบรรยากาศที่ดีในบ้าน เลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ขอบคุณและขอโทษกันให้มากขึ้น เคลียร์ใจ และการวางแผนเพื่อดูแลครอบครัว ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ครอบครัวรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น (ที่มา : ชาริณี ทาลา Page Roojai)
‘โจรออนไลน์’ ระบาดหนัก
ปัญหา “อาชญากรรมทางไซเบอร์” ยังคงเป็นปัญหา ใหญ่ในสังคมไทยที่นับว่าจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดตัวเลขแจ้งความออนไลน์ คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สถิติความเสียหายเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า มีคดีออนไลน์ 43,217 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 3,427,953,493 บาท โดยมีคดีที่ได้รับแจ้งมากที่สุด 5 ประเภทคดี ดังนี้ หลอกซื้อขายสินค้า-บริการ (ไม่เป็นขบวนการ) 365,075 คดี ความเสียหาย 5,035,793,009 บาท, หลอกทำภารกิจ-รายได้เสริม 98,139 คดี ความเสียหาย 12,259,745,775 บาท, หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน 74,147 คดี ความเสียหาย 3,586,095,339 บาท, หลอกให้ลงทุนผ่านคอมพิวเตอร์ 51,881 คดี ความเสียหาย 28,441,508,012 บาท และ ข่มขู่ทางโทรศัพท์ (Call Center) 51,678 คดี ความเสียหาย 10,761,310,285 บาท
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยสถานการณ์ผู้บริโภคในปีที่ผ่านมาว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน 1,361 เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหาย 221,031,763 บาท โดยหากคิดตามมูลค่าความเสียหายแล้ว “ภัยการเงิน” ถือเป็นต้นเหตุที่สร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคมากเป็นอันดับ 1 ในปีดังกล่าว มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 70 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูลจากฐานระบบของฝ่ายพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค บันทึกสถิติการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหาย ฝีมือของแก๊งคอลเซนเตอร์ที่ใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ มาล่อลวงและขู่กรรโชก ทำให้เหยื่อตกใจและติดกับดัก เช่น ปลอมเป็นตำรวจวิดีโอคอลโดยใช้เทคโนโลยี Deepfake, ตั้งโปรแกรมควบคุมเครื่องระยะไกลโดยส่งลิงก์ให้เหยื่อกดเพื่อดูดเงินจากบัญชีธนาคาร, สร้างเว็บไซต์ปลอมแอบอ้างเป็นตำรวจไซเบอร์ จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ
ทางด้าน นายธนัช ธรรมมิกสกุล หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า มีผู้เสียหายจำนวนมากเจอกับดักเพจของตำรวจปลอม โดยใช้ชื่อ รูปภาพและเนื้อหาที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นเพจอย่างเป็นทางการของหน่วยงานตำรวจ จึงมีผู้ร้องเรียนให้มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคช่วยตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่สำคัญในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้บริโภคมักตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะเดียวกันการแจ้งเตือนและการดำเนินการอย่างทันท่วงทีของผู้ร้อง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการปกป้องสิทธิของตนเองและป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นตกเป็นเหยื่อเพิ่มเติม
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ มีมาตรการยกระดับจัดการบัญชีม้าเพิ่มเติม 3 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 : กวาดล้างบัญชีม้าให้ได้มากขึ้น โดยปรับเงื่อนไขการเข้าข่ายเป็นบัญชีม้าให้เข้มข้น พิจารณาพฤติกรรมการโอนและมูลค่าของธุรกรรม สามารถจัดการกับบัญชีม้าได้แม้ยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย มาตรการที่ 2 : จัดการบัญชีม้าระดับบุคคล ธนาคารต้องระงับการโอนเงินเข้า-ออกจากบัญชีม้า รวมถึงบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง ปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่ให้ผู้มีพฤติกรรมต้องสงสัย และแจ้งเตือนใหผู้โอนรู้ตัวว่าอาจกำลังโอนเงินไปบัญชีม้า เพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น และ มาตรการที่ 3 : ขยายการจัดการโดยให้ธนาคารแลกเปลี่ยนรายชื่อบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยระหว่างกัน แม้ยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย จากเดิมที่แลกเปลี่ยนเฉพาะรายชื่อบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามฐานข้อมูลสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และรายชื่อบุคคลที่ถูกแจ้งความหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในเส้นทางการเงินทุจริตเท่านั้น
ทั้งนี้ ในปี 2567 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซนเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าจนถึงเดือน ธ.ค. รวมกว่า 1,660,000 กว่าบัญชี นอกจากนี้ยังขยายผลจับกุมเจ้าของบัญชีม้า โดยสถิติผลการจับกุมบัญชีม้า-ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่า ในปี 2567 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค.มีการจับกุมบัญชีม้ารวม 2,495 คน เฉพาะในเดือน ธ.ค.2567 จับกุม 328 คน
สำหรับการแจ้งความออนไลน์ หากประชาชนตกเป็นเหยื่อสามารถแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น และหากมีข้อสงสัยสามารถโทรปรึกษาสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ย้ำ! ไม่รับแจ้งความผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook), ไม่รับแจ้งความผ่านแชทไลน์ (Line) และไม่รับแจ้งความผ่าน Direct Message (DM) ของแอปฯ ใด ๆ ทั้งสิ้น กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี/ ธThai PBS)
‘ข่าวปลอม’ บ่อนทำลายสังคมไทย
เรื่อง “ข่าวปลอม” หรือ “FAKE NEWS” เป็นปัญหาสังคมที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความหายนะให้กับผู้คน ถึงแม้จะมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้ามาผนึกพลังช่วยกันป้องกันและปราบปราม ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดสิ้นไป แต่ได้มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้
- ตรวจสอบวันที่ 2. ตรวจสอบหลักฐาน 3. สังเกตสิ่งที่ผิดปกติ 4. อย่าหลงเชื่อหัวข้อข่าว 5. พิจารณารูปภาพ 6. ข่าวนั้นเป็นมุกตลกหรือไม่ 7. ตรวจสอบข้อมูลสนับสนุน 8. ตรวจสอบแหล่งข่าว 9. ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียน 10. เปรียบเทียบข่าวจากแหล่งอื่น ๆ 11. พิจารณราลิงก์อย่างถี่ถ้วน 12. อย่าใช้อคติ 13. บางเรื่องก็จงใจสร้างขึ้นให้เป็นขาวปลอม ควรแชร์ข่าวที่มั่นใจว่าเป็นข่าวที่เชื่อถือได้เท่านั้นด้วยการคิด วิเคราะห์ และพิจารณาบริบทอย่างละเอียดถี่ถ้วน
‘พี่หน่วง’ ตัวช่วยชั้นดีสังคมไทย
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “รายการโหนกระแส” ดำเนินรายการหลัก โดย “คุณหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” หรือ “พี่หน่วง” ออกอากาศทางช่อง 3HD มาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2560 ได้รับความนิยมสูงมาก กรัท่งได้กลายเป็นตัวช่วยสัญในการให้ทุกฝ่ายได้กลับมาสร้าง “ความหนักหน่วง” ให้กับสังคมไทย
โดยรูปแบบรายการเป็นประเภททอล์กโชว์เชิงข่าว มีพิธีกรดำเนินรายการคนเดียวคือ “คุณหนุ่ม – กรรชัย กำเนิดพลอย” ทั้งนี้เพื่อไม่ให้การสัมภาษณ์สะดุด เพราะการมีพิธีกรหลายคนอาจจะมีการถามในมุมมองประเด็นที่แตกต่างกันไปในสถานการณ์จริง[7] เนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมที่กำลังเป็นกระแสในขณะนั้น รายการมักเชิญแขกรับเชิญเป็นการเชิญบุคคลจากทั้งสองฝั่งที่กำลังมีประเด็น มานั่งพูดคุยกันต่อหน้าเพื่อหาข้อสรุป และให้ผู้ชมได้ฟังเนื้อหาจากทั้งสองฝ่ายอย่างครบถ้วนโดยจุดประสงค์ของรายการ หนุ่มระบุว่าต้องการทำรายการ “โหนกระแส” ให้เป็นกระบอกเสียงของสังคมที่ทุกคนสามารถพึ่งพาได้ เช่น ช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องให้
ซึ่งจากข้อมูลเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 โหนกระแส เป็นรายการที่ทำเรตติ้งสูงสุดเมื่อเทียบกับรายการที่ออกอากาศในช่วงเดียวกัน อีกทั้งมีการใส่แฮชแท็ก #โหนกระแส ก็มักติดเทรนด์อันดับ 1 ของทวิตเตอร์ ในช่วงเวลาที่ออกอากาศ ตอนที่มีเรตติ้งสูงสุดคือเมื่อ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ที่ออกอากาศเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ “แตงโม-นิดา พัชรวีระพงษ์” เรตติ้งอยู่ที่ 1.32 ส่วนของดูย้อนหลังผ่านทางยูทูบ มียอดการรับชมสูงถึง 4.7 ล้านครั้ง ภายในเวลาเพียง 19 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจนถึงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565 มีการผู้รับชมแล้วกว่า 9 ล้านครั้ง (ที่มา : วิกิพีเดีย)
ตุณหนุ่ม กรรชัย เคยเปิดใจคุยในรายการ มิสเปรียญ9 ทาง อมรินทร์ ทีวีออนไลน์ ว่าเพราะเดิมชอบรายการฮาร์ดทอล์ก และเคยเป็นพิธีกรที่ทำมาทุกรายการ ทุกประเภท เริ่มที่มาจากการทำรายการเมืองไทยวาไรตี้ แล้วก็บอกเก้าเล่าสิบ จากนั้นรายการเลิกไป ทำรายการปากโป้ง จากวาไรตั้ ก็เปลี่ยนเป็นฮาร์ดทอล์ก จนมาอยู่ช่อง 3 ก็คิดรายการจะไปนำเสนอ เลยคิดชื่อโหนกระแส ไปเสนอ เลยเป็นที่มาของโหนกระแส ทำจากช่อง 28 แล้วก็ข่าวเที่ยงเสนอให้มาอ่านข่าวไหม มีน้องๆเสนอชื่อ ผู้บริหารก็บอกให้มาลองดู แต่ก็หนีอยู่ 3-4 เดือน เพราะรู้สึกไม่มั่นใจ ในการสัมภาษณ์คนเป็นการที่เรา เสือ… แต่การอ่านข่าว คือการเอาเรื่องของเขามาเล่าให้คนอื่นฟัง อันนี้ก็เสือ.. อีกเหมือนกัน แต่คนละกรณี เหมือนอยากรู้ แต่สาระแนเอาเรื่องเขาไปเล่า มันยาก เราก็ไม่ชอบการนำเสนออะไรแบบนี้ แต่ก็คิดว่าเป็นโอกาส โอกาสไม่ได้เกิดขึ้นกับคนง่ายๆ อาจมีแล้วไม่มีอีกเลย คนอยากอ่านข่าวเที่ยงช่อง 3 มีเป็นแสนเป็นล้าน ก็ลองก่อน ดีก็ทำไป ไม่ดีก็ถอยออกมา ก็เลยทำควบคู่กันไป
เมื่อถามว่าโหนกระแสเอาแขกมาฆ่ากลางรายการ เรื่องนี้ คุณหนุ่ม กรรชัย ตอบว่า จริง ไม่ใช่เลย ไม่เกี่ยวกับตนเลย บางทีคนออกรายการเขามีหมายจับ ผู้เสียหายเขาดูอยู่ก็สะกิดมาจับ บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเขามีหมายจับ ถ้าเรารู้จะเอาเขามาออกไหม รายการจะพูดอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ถึงเนื้อถึงตัว ไม่มีคอนเทนต์แบบนั้นเด็ดขาด มีทีมงานดูแลอยู่ ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ
“ตอนทำแรกๆ ไม่เคยทำสื่อสารมวลชน ก็ไม่รู้ว่าอะไรพูดได้ อะไรพูดไม่ไพด้ มันก็มีขีดเส้นบางๆ ที่อยู่เหมือนกัน เหมือนเอาเด็กไปออกอากาศไปถามเรื่องล่วงละเมิด ก็ไม่ได้ บางทีเราก็ลืมคิด คิดแต่จะเอาความจริงออกมา ลืมนึกถึงแขกรับเชิญ ก็ถูกเรียก มีคนติง มีคนว่า ก็นำไปปรับใช้กับมัน สมัยก่อนเรียก แต่ตอนนี้เบาลง”
ภาพ : อินเทอร์เน็ต

อีบุ๊กบางกอกทูเดย์ฉบับที่ ๔๘๒ ระหว่างวันศุกร์ที่ ๙ – วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๘
หน้า ๒-๓ สกู๊ปปก
‘หนักหน่วง’ ถ่วงสังคม ก่อนล่มจมจากระเบิดเวลา
อีบุ๊กบางกอกทูเดย์ (e-book bangkokotoday) ฉบับที่ 482
ระหว่างวันศุกร์ที่ 9 – วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568
https://book.bangkok-today.com/books/wplr/#p=1
(พลิกได้เหมือนหนังสือปกติ)
#ebookbangkoktoday
#อีบุ๊กบางกอกทูเดย์
#อีบุ๊กบางกอกทูเดย์รายสัปดาห์
#bangkoktoday
#บางกอกทูเดย์
#เว็บไซต์บางกอกทูเดย์
#สำนักข่าวบางกอกทูเดย์
#หนักหน่วง
