สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

สหรัฐฯร่วมเปิดศึกอิหร่าน สงครามกับราคาที่ต้องจ่าย

 สหรัฐฯร่วมเปิดศึกอิหร่าน สงครามกับราคาที่ต้องจ่าย

 “สหรัฐฯขอยืนหยัดเคียงข้างเด็กๆทั่วโลก  ฉันหวังว่าสันติภาพจะเป็นของพวกคุณในเร็ววัน” นั่นคือคำพูดของเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ที่กล่าวในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 หลังสหรัฐฯจับมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน2วัน

คำกล่าวของเธอหมายรวมถึงเด็กๆในอิหร่านด้วยหรือเปล่า  เธอไม่น่าจะพลาดข่าวที่เด็กหญิงกว่า 165 จากโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งถูกพรากชีวิตไปพร้อมกัน จากขีปนาวุธที่สามีของเธอ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งยิงใส่อิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วออกมาประกาศชัยชนะว่าสามารถสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้สำเร็จตามเป้าหมาย  สามารถกำจัดปีศาจที่ชั่วร้ายที่สุดได้  แต่ไม่ได้กล่าวถึงหรือแสดงความรู้สึกใดๆต่อเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์นับร้อยที่จากไปโดยไม่ได้เป็นภัยคุกคามใดๆต่อใครเลย

หากเป็นเด็กอเมริกันเจอเหตุการณ์เช่นนี้เมลาเนียและโดนัลด์ ทรัมป์ จะรู้สึกอย่างไร?

สหรัฐฯและอิสราเอลกำลังร่วมก่ออาชญากรรมอีกครั้ง  ไม่ต่างกับที่กระทำต่อชาวปาเลสไตน์และการพยายามกวาดล้างที่ฉนวนกาซา  การโจมตีอิหร่านอย่างไม่มีการประกาศล่วงหน้าทั้งๆที่กำลังเจรจากันอยู่ที่กรุงเจนีวาโดยอ้างว่าเป็นการ “ป้องกันตนเองล่วงหน้า” อ้างนิวเคลียร์  อ้างก่อการร้าย คือสิ่งที่โลกรับไม่ได้

ทรัมป์พูดชัดว่าต้องการล้มผู้นำเดิม ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองอิหร่าน  เหมือนสมัยที่ซีไอเอเคยแทรกแซงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วหนุนพระเจ้าชาห์ขึ้นมาเป็นหุ่นเชิดปกครองแบบอำนาจนิยม  โดยไม่สนใจกฎกติกาสากล  ทรัมป์ประกาศทำสงครามเต็มรูปแบบ Epic Fury  จะใช้เวลา 4 สัปดาห์เอาอิหร่านให้อยู่

การก่อสงครามของสหรัฐฯและอิสราเอลทำให้อิหร่านมีความอบธรรมในการตอบโต้กลับ  โดยประกาศเลิกการเจรจาเพราะรู้ว่าสหรัฐไม่มีความจริงใจทางการเมืองระหว่างประเทศ  ถูกหลอกให้เจรจาแล้วเล่นทีเผลอ  อิหร่านบอกว่าจะสู้แม้จะไม่ชนะ ตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน จะเดินหน้าบดขยี้ศัตรูผู้รุกรานให้พินาศ  เพื่อล้างแค้นให้ผู้นำสูงสุดและชาวอิหร่านทุกคนที่เสียชีวิต

วันนี้อิหร่านบอกว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้สหรัฐฯที่พยายามล้มล้างระบอบอิสลาม สู้เพื่อรักษามาตุภูมิ สู้กับอันธพาลผู้รุกราน  ชาติที่ทำตัวเป็นตำรวจโลกแต่ฝ่าฝืนกฎหมายทุกฉบับ  อ้างประชาธิปไตยและมนุษยธรรม  แต่แท้จริงต้องการครอบครองทรัพยากร  ยึดเวเนซุเอลาต้องการน้ำมันแต่ไม่ได้ผล  เปลี่ยนเป้าจะเอาอิหร่าน แหล่งน้ำมันอันดับ 3 ของโลก  หวังสกัดอิทธิพลของจีนและรัสเซียด้วย

การตอบโต้ของกองทัพอิหร่านไม่ได้โต้กลับแค่อิสราเอลซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดฉากสงครามครั้งใหม่นี้  แต่ยังโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯที่ตั้งอยู่ในหลายประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯโดยรอบ อาทิ บาห์เรน คูเวต การ์ตา ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) และยังขยายวงไปยังผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เช่นการลงทุนในโรงกลั่นน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้อิหร่านยังใช้ยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกเกรงว่าจะเกิดนั่นคือการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ห้ามเรือทุกประเภทโดยเฉพาะเรือขนส่งน้ำมันผ่าน  การสู้รบระหว่างสองประเทศจึงกลายเป็น “สงครามอ่าว” ที่หลายประเทศถูกดึงเข้ามาร่วมรับความเสียหาย  กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก  เพราะวันนี้มีผลแล้วต่อราคาน้ำมันทั่วโลกที่พุ่งขึ้นจากความตื่นตระหนก  ผสมกับการฉวยโอกาสค้ากำไร

ถ้าเป็นเมื่อก่อน สหรัฐฯยกทัพไปรุกรานใครทุกชาติปากปากเงียบ  แต่วันนี้ทั่วโลกวิจารณ์สนั่นว่า “ทรัมป์ล้าเส้น”  เพราะเป็นผู้สั่งการให้สังหารคาเมเนอี ซึ่งมิใช่แค่ผู้นำการเมืองของอิหร่าน  แต่ยังเป็นผู้นำจิตวิญญาณของชาวชีอะห์ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง  ทั่วโลกจึงมีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์นี้  ทำให้กลุ่มฮูตีในเยเมน กลุ่มฮิสบอลเลาะห์ในเลบานอน  ออกมาร่วมรบกับอิหร่าน อีกทั้งยังเห็นใจว่าอิหร่านถูกบีบบังคับและกดดันอย่างไม่มีทางเลือก

ในสหรัฐฯเองมีเสียงวิพากษ์วิจาร์ทั้งในและนอกสภาว่า  ทรัมป์ก่อสงครามกับอิหร่านโดย “ขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ”  ทรัมป์อ้างภัยคุกคามต่อสหรัฐฯต้องการปกป้องชาวอเมริกัน  แต่ดูแล้วมีแค่ภัยคุกคามต่ออิสราเอล  รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯพูดเองว่าต้องโจมตีอิหร่านก่อนเพราะรู้ว่าอิสราเอลจะเริ่มโจมตีอิหร่าน  แล้วอิหร่านจะโต้กลับมายังฐานทัพของสหรัฐฯในตะวันออกกลาง  แสดงว่าต้องทำสงครามเพราะอิสราเอล ไม่ใช่ America First แต่ถูกอิสราเอลจูงจมูก อิสราเอลกลายเป็นผู้กำหนดนโยบายในตะวันออกกลาง  สหรัฐฯคือผู้ตามเข้าสู่สงครามที่ไร้เป้าหมายและกลับเป็นการสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของชาวอเมริกัน

นักวิเคราะห์ต่างมองว่าสงครามครั้งนี้ยืดเยื้อแน่เพราะอิหร่านต้องการเล่มเกมยาว  อิหร่านเตรียมรับมือมานาน  ไม่ใช่สงครามซึ่งหน้า นอกจากสู้ด้วยขีปนาวุธและโดรนซึ่งเชื่อว่าสะสมเอาไว้เยอะแล้ว  ยังมีกลุ่มฮูตี ฮามาส และฮิซบอลเลาะห์ช่วยรบเป็นสงครามตัวแทน  ทำให้สหรัฐฯและอิสราเอลต้องทำศึกหลายด้าน  แม้สหรัฐฯจะมีอาวุธทันสมัยร้ายแรง  แต่แค่ใช้เครื่องบินขนระเบิดไปปูพรมก็ไม่อาจเอาชนะได้เด็ดขาด

บทเรียนในสงครามเวียดนามที่ยืดเยื้อแล้วสุดท้ายทหารอเมริกันต้องขึ้นเครื่องบินหนี  เพราะเวียดกงขุดรูอยู่ใต้ดิน  เช่นเดียวกับที่อิหร่านขุดอุโมงค์ขนาดใหญ่รอมา 40 ปี  ถามว่ากองทัพสหรัฐฯจะกล้าส่งรถถังและทหารราบไปเข้ากับดักไหม

สถานการณ์โลกครั้งนี้ “จีน”ซึ่งเป็นพันธมิตรและลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน  ประกาศหนุนอิหร่านในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และศักดิ์ศรีของชาติ  พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯและอิสราเอลหยุดคุกคามอิหร่าน

ฝ่ายรัสเซียก็ออกมาประณาสหรัฐฯและอิสราเอล ที่สังหารคาเมเนอี  แสดงความเสียใจต่อชาวอิหร่าน  นอกจากนี้ปรากฏข่าวว่าผู้นำจาก 4 ประเทศกลุ่มอ่าว ซาอุฯ การ์ตา บาห์เรน UAE ต่อสายถึงวลาดิเมียร์ ปูตินประธานาธิบดีรัสเซีย ให้ช่วยเจรจาอิหร่านว่าอย่าก่อศึกรอบด้านเพราะยิงขีปนาวุธไปทั่ว

การที่ทั้งจีนและรัสเซียไม่สามารถออกหน้ารบช่วยอิหร่าน  อย่างที่สหรัฐฯทุ่มเทออกหน้าให้กับอิสราเอลนั้นเพราะรู้ว่าไม่มีผลดีแต่อย่างใด  แต่เชื่อว่าช่วยกันอยู่ข้างหลังเรื่องเทคนิค ดาวเทียมเป๋ยโต่วของจีน และดาวเทียมGLONASS ของรัสเซีย  อาวุธยุทโธปกรณ์  และการเป็นปากเสียงบนเวทีโลก  อย่างที่ผู้แทนของจีนออกมากล่าวประณามสหรัฐฯในเวทีสหประชาชาติว่า  “สหรัฐฯเสพติดสงคราม”  เพราะ 240 ปีของประวัติศาสตร์สหรัฐฯนั้น มีเวลาที่ว่างเว้นจากสงครามแค่ 16 ปี  ปากพูดเรื่องสันติภาพ  นั่งเจรจากันที่เจนวี แต่มือกดปุ่มจรวด ไม่มีความจริงใจทางการเมืองระดับโลก

ตอนหาเสียงเลือกตั้งทรัมป์บอกว่าตนเองจะเป็นประธานาธิบดีที่ไม่ทำสงคราม  ตอนรับตำแหน่งได้ครบปีก็คุยโม้ว่ามีผลงานในการยุติสงครามมาแล้ว 7-8 ครั้ง  ล่าสุดเพิ่งตั้ง Board of Peace จะยุติสงครามปาเลสไตน์ จะเปลี่ยนเมืองกาซาให้เป็นริเวียร่าของตะวันออกกลาง

ตอนสงคราม 12 วัน ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านในปี 2568 พิสูจน์แล้วว่าอิสราเอลสู้กับอิหร่านแบบตัวต่อตัวไม่ได้  ครั้งนี้แก้ตัวใหม่โดยดึงลูกพี่ใหญ่มาร่วมรบ  แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะชนะอย่างง่ายๆ  เพราะแม้จะชิงเปิดก่อนได้เปรียบ  แต่เมื่ออิหร่านโต้กลับและความเสียหายขยายวง  ฐานทัพของสหรัฐฯหลายแห่งถูกโจมตี  ทหารอเมริกันเริ่มตาย  Iron Dome ของอิสราเอลป้องกันขีปนาวุธไม่ได้100% ผลคือกรุงเทลอาวีฟ เยรูซาเรม และอีกหลายเมืองได้รับความเสียหาย

สงครามนั้นก้าวเข้าไปง่ายแต่ออกยาก  การตัดสินใจก่อสงครามครั้งนี้ทั้งสหรัฐและอิสราเอล มีราคาที่ต้องจ่ายซึ่งสุดท้ายจะรู้ว่าไม่คุ้มค่า

 

 

 

 

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ