สมาคมประกันชีวิตไทย กางแผนครึ่งหลังปี 69 ชูนโยบาย 4 ด้านขับเคลื่อนธุรกิจ
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยถึงทิศทางในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า สมาคมประกันชีวิตไทยยังคงเป้าหมายการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมไว้ที่ร้อยละ 2.5-3.5 หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยท้าทาย ทั้งกำลังซื้อครัวเรือนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ปัญหาหนี้สิน ภาวะดอกเบี้ยผันผวน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งนี้สมาคม ได้วางนโยบายสำคัญใน 4 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ได้แก่ 1.การพัฒนาขบวนการทำงานสู่ความยั่งยืน: ประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริโภค 2.การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้: มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้หลักความรับผิดชอบและกฎหมาย PDPA โดยมีการนำ AI และ Big Data มาช่วยในกระบวนการพิจารณารับประกันและคำนวณโมเดลต่างๆ
รวมถึง 3.การสร้างความตระหนักรู้และการเข้าถึง เน้นการตลาดแบบ Personalization เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ และ 4.ยกระดับสมาคมสู่ความเป็นเลิศ: พัฒนาองค์กรในทุกมิติเพื่อเป็นศูนย์กลางของธุรกิจในระดับสากล
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 ซึ่งจะมีผลต่อการรับรู้กำไรและภาระหนี้สินของบริษัทประกันชีวิต ทำให้ทุกบริษัทต้องมีความระมัดระวังในการออกแบบผลิตภัณฑ์และการตั้งราคามากขึ้น รวมถึงมาตรการของ คปภ. ที่เน้นการชำระเบี้ยประกันภัยโดยตรงเข้าบริษัทเพื่อลดปัญหาการร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม ผู้เอาประกันภัยสามารถมั่นใจในความมั่นคงของธุรกิจได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยมีระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) เฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 400 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 140 อย่างมาก สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งพร้อมรองรับความเสี่ยงในทุกสถานการณ์
“เรามุ่งหวังที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประกันชีวิต จากสินค้าทางเลือกให้กลายเป็นสินค้าจำเป็นลำดับต้นๆ เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินที่ยั่งยืนแก่สังคมไทย และช่วยลดภาระด้านสวัสดิการของภาครัฐในระยะยาว” นางนุสรา กล่าว
สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) โดยภาคธุรกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนหลังยุคโควิด-19 โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม อยู่ที่ 341,522.85 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.57 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจและสูงกว่าการเติบโตของ GDP ประเทศ
โดยเป็นเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ มีจำนวน 93,739.94 ล้านบาท แม้ภาพรวมจะลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.22 แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะเบี้ยประกันภัยรับปีแรก กลับมีการเติบโตที่โดดเด่นถึงร้อยละ 8.10 หรือคิดเป็นมูลค่า 68,011.56 ล้านบาท
ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป ยังคงเป็นฐานรากสำคัญ โดยมีจำนวน 247,782.91 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 6.94 และมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์สูงถึงร้อยละ 84 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสม่ำเสมอในการออมเงินของประชาชน
ซึ่งมีปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการตระหนักถึงค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้น และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีเบี้ยรับรวมจากสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพถึง 63,643.08 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3.96
นอกจากนี้ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.67 คิดเป็นเบี้ยรับรวม 6,720.12 ล้านบาท เนื่องจากคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าคนไทยในอนาคตอาจมีอายุยืนยาวถึง 100 ปี ทำให้เงินออมเพียง 4-5 ล้านบาทอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ในส่วนของประกันชีวิตควบการลงทุน มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 41.55 โดยมีเบี้ยรับรวม 27,477.26 ล้านบาท ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการทั้งความคุ้มครองและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ในด้านช่องทางการจัดจำหน่าย “ตัวแทนประกันชีวิต” ยังคงเป็นช่องทางหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 48.23 ด้วยเบี้ยรับรวม 164,701.17 ล้านบาท ตามมาด้วยช่องทางธนาคาร ที่ร้อยละ 41.02 เติบโตขึ้นร้อยละ 9.47
ขณะที่ช่องทาง “ดิจิทัล” แม้จะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.39 แต่มีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 77.53 สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มคุ้นเคยกับการซื้อประกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวแทนสู่ความเป็นมืออาชีพ โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีผู้สมัครสอบตัวแทนกว่า 48,200 คน และมีผู้สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 48.98 เพื่อรองรับความต้องการคำแนะนำทางการเงินที่ซับซ้อน
