สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ศึกภาษีจีน-อเมริกา มหาวิบัติการค้าโลก

 ศึกภาษีจีน-อเมริกา มหาวิบัติการค้าโลก

          โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายังไม่ถึง 100 วัน คิดจัดระเบียบโลกใหม่  แต่ใช้วิธีขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากทั่วโลกแบบสุดโต่ง  ไม่ต่างกับเอาปืนจ่อหัวนานาประเทศแล้วเรียกเข้ามาเจรจารายตัว  ทำลายกฎกติกาการค้าเสรีที่ตัวเองเคยวางรากฐาน  ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ทำลายความเป็นมิตรและไมตรีที่สหรัฐฯเคยอ้างประวัติศาสตร์อันดีต่อกัน  ทำลายความคาดหวังและความเชื่อมั่นในอนาคต  ทรัมป์กำลังทุบเศรษฐกิจโลกและทำลายบ้านตัวเอง

          ทรัมป์ประกาศให้วันที่ 2 เมษายน 2025 เป็น “วันประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจ” ปลดปล่อยสหรัฐฯสู่ยุคทองทางเศรษฐกิจพร้อมโชว์ผังเก็บภาษี 185 ประเทศทั่วโลก  โดยไม่เลือกมิตรหรือศัตรู  ไม่เลือกแม้กระทั่งเกาะกลางมหาสมุทรที่มีแต่นกเพนกวิน

          ทรัมป์อ้างกับชาวอเมริกันว่า ภาษีศุลกากรของเขาทำให้สหรัฐมีรายได้ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 7 หมื่นล้านบาทต่อวัน  แต่ผลตอบรับคือตลาดหุ้นที่ร่วงแดงเถือกทั้งกระดาน  การลดลงของราคาน้ำมัน และราคาทองคำ ในช่วงไม่กี่วันแรกคือความตื่นตระหนกของภาคเศรษฐกิจทั่วโลกแม้แต่ในสหรัฐฯเอง  

          อย่างไรก็ตามสิ่งที่สมใจทรัมป์คือ ความตาลีตาเหลือกของรัฐบาลหลายประเทศที่รีบต่อสายตรงเข้าทำเนียบขาวเพื่อเจรจาขอลดภาษีกับรัฐบาลสหรัฐฯ

          ดังเช่น ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น รีบต่อสายตรงคุยกับทรัมป์เพราะเจอภาษี 24% เสมือนโดนปรมาณูถล่มทางเศรษฐกิจในรอบ 80 ปี

          เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ลูกรักของสหรัฐฯรีบบินด่วนเข้ากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยตัวเองเพื่อเจรจาการค้ากับทรัมป์เนื่องจากอิสราเอลเจอภาษี 17%          

          เวียดนาม แม้เคยชนะสงครามกับสหรัฐฯแต่เมื่อเจอภาษี 46% แสดงอาการหงอ รีบยื่นข้อเสนอจะลดภาษีสินค้าสหรัฐเหลือ 0% แต่กลับโดนคนทำเนียบขาวตบหน้าว่า “ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง” เพราะที่ผ่านมาเวียดนาม “ใช้กลโกงทางการค้าหลายรูปแบบ”

          ประเทศไทยที่มีประวัติความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯมายาวนานถึง 190 ปี ก็ไม่ยกเว้นเพราะถูกทรัมป์ขึ้นบัญชีดำมานานแล้วว่าได้เปรียบดุลการค้า  หรืออาจจะไปคบหากับจีนมากขึ้น  งานนี้จึงถูกปรับภาษีเพิ่มสูงถึง 36%   

          สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน เป้าหมายสำคัญที่สหรัฐฯต้องการเล่นงาน เจอภาษีทรัมป์ล็อตแรก 34%  รัฐบาลจึงประกาศเก็บภาษีตอบโต้ 34% บ้าง  มีผลให้ทรัมป์ควันออกหูและสั่งเพิ่มภาษีจีนเต็มสูบเป็น 125% ด้วยเหตุผลขาดความเคารพต่อตลาดโลก

         เป็นยุทธศาสตร์ชาติของสหรัฐอเมริกา ที่มองจีนคือภัยต่อความมั่นคง  ปล่อยให้แซงหน้าไม่ได้ ต้องสกัดกั้นทุกวิถีทาง  เพราะจีนซึ่งใช้ลัทธิคอมมิวนิสต์สามารถผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว  สร้างระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ยึดตลาดการค้าโลก  ขยายฐานการผลิตไปทั่วโลก  ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯหยุดนิ่งและถดถอย

          ดังนั้นเม็กซิโก และแคนาดา  รวมทั้งอาเซียน และอีกหลายประเทศในแอฟริกา จึงถูกเล่นงานตั้งภาษีสูง  เพราะสหรัฐฯรู้ดีว่าเป็นฐานการผลิตใหม่ของจีน  หรือจีนแค่เข้าไปใช้สวมสิทธิ์ในการส่งออกสินค้าสู่สหรัฐ

          ฝ่ายจีนเองย่อมรู้ตัวล่วงหน้าเพราะเคยเจอทรัมป์มาแล้วในยุค ทรัมป์ 1.0  ต่อมาเมื่อโจ ไบเดน แม้จะต่างพรรคแต่รับไม้ต่อจากทรัมป์ในการเล่นงานจีน  จีนจึงปรับยุทธศาสตร์ชาติ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ  เร่งการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมของตนเอง  ขยายฐานการผลิต และหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐฯ

          วันนี้จีนเหมือนออกหน้าเป็นตัวแทนชาวโลกที่กล้าชนสหรัฐฯ  พร้อมสู้ในยุคทรัมป์ 2.0 และคงเชื่อว่าผลกระทบจะน้อยกว่าเพราะมีแผนรับมือไว้ล่วงหน้า  ตอนนี้จีนส่งออกไปสหรัฐฯไม่เกิน 3%ของจีดีพี  แต่ในทางกลับกันสหรัฐฯนำเข้าจากจีนมากเป็นอันดับที่ 2 สัดส่วน 14% รองจากเม็กซิโก อันดับ 1 สัดส่วน 16%    มากกว่าแคนาดา อันดับ 3 สัดส่วน 13% 

          ก่อนหน้านี้จีนประกาศแบนภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ด กระทบอุตสาหกรรมภาพยนตร์แน่  แบนการส่งออกแร่หายากหลายชนิดที่สหรัฐฯต้องใช้ในภาคอุตสาหกรรม  ขึ้นภาษีตอบโต้ 104% พิสูจน์ว่าจีนไม่ต้องพึ่งพาอเมริกา  แต่อเมริกาจะขาดจีนได้หรือไม่

          สี จิ้นผิง ผู้นำจีนบอกว่า “จีนไม่เคยหาเรื่องใคร  แต่จีนไม่กลัวที่จะมีเรื่อง” และถ้าผู้นำจีนสั่ง คนจีนทั้งชาติก็พร้อมจะเดินตาม

          สหรัฐอเมริกาชาติประชาธิปไตย แต่มีความเห็นต่างภายในประเทศ  ม็อบวันที่ 5 เมษายน 2025 อเมริกันชนหลายล้านคนทั่วประเทศพร้อมใจออกมาเดินขบวนชูป้าย Hands Off ประท้วงผู้นำของตนเองและคนรอบข้าง  ที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่กระทบวิถีชีวิตผู้คนให้ย่ำแย่ลงแทนที่จะดีขึ้น

          ทรัมป์คิดจะสร้างตำนานให้ตนเอง  อ้างว่าตอนนี้มีมากกว่า 70 ประเทศ นัดเจรจา จิ้มก้อง จะมาสวามิภักดิ์ คิวยาวถึงเดือนมิถุนายน  เชื่อมั่นว่าเกมนี้ตนเองจะชนะ

          ลึกๆแล้วทรัมป์ที่เป็นพ่อค้าคงมิได้ต้องการสงครามการค้า  แต่ต้องการใช้ “ภาษี”เป็นเครื่องมือต่อรอง  กดดันนานาชาติให้มาอยู่ใต้อุ้งตีนยอมเจรจาตามทฤษฎี “The Art of the Deal”ของทรัมป์ 

           แต่ทรัมป์ก็เดิมพันสูง  เพราะสหรัฐฯวันนี้ไม่ใช่สหรัฐฯเมื่อ 80 ปีก่อนหลังสงครามโลกครั้งที่2 ผู้วางระเบียบโลก  วันนี้โลกไม่ได้มีขั้วเดียว  มีจีนที่ผงาดขึ้นมาคานอำนาจ  และทุกชาติอ่านเกมนี้ออกและใช่ว่าจะเล่นตามเกมของทรัมป์  ซึ่งในที่สุดสหรัฐฯจะเสียตลาดและพันธมิตรที่เคยเคียงคู่กันมา

          แคนาดา โดนภาษี 25% ทั้งๆที่เคยช่วยสหรัฐฯจับลูกสาวหัวเหว่ยเป็นตัวประกัน  เลยประกาศเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ 25% ตอบโต้ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯที่ไม่เป็นธรรม

          สหภาพยุโรป เจอภาษี 20%  ทั้งๆที่ยอมหนุนหลังยูเครนรบกับรัสเซียมานานปี  วันนี้เลยออกมาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 25% มูลค่ากว่า 8.3 แสนล้านบาท  ครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม เริ่มตั้งแต่ 15 เมษายน 2025

          ประเทศไทย ไม่สามารถตอบโต้จึงต้องกำหนดท่าทีที่ถูกต้องแล้วในการค่อยๆเจรจา  ไม่ทำให้ตัวเองหน้าแหกแบบเวียดนาม  และควรอาศัย “อาเซียน”ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 4 สัดส่วน 11.2%  เจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ 

          ในทางเศรษฐกิจไม่มีใครเชื่อว่าอนาคตอันใกล้จะดีขึ้น  แม้ล่าสุดทรัมป์จะพักภาษี 90 วันและลดภาษีตอบโต้ลงเหลือ 10% สำหรับกลุ่มประเทศที่ไม่แสดงการตอบโต้และต้องการเจรจา

          แต่เศรษฐกิจอเมริกามีผู้ทำนายว่าจะถดถอยในช่วง 2 ไตรมาสหน้า  มีการสำรวจความเห็นพบว่า 73% ของชาวอเมริกันเชื่อว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นเงินจะเฟ้อยิ่งขึ้นจากภาษีทรัมป์

          ในทางการเมืองโลกมีแต่คนเชื่อว่า  ทรัมป์กำลังเร่งให้จีนกลายเป็นเบอร์ 1 เร็วยิ่งขึ้น  เพราะจีนเตรียมตัวมานานและจะใช้โอกาสนี้สร้างพันธมิตรมากยิ่งขึ้น  โชว์ภาวะผู้นำโลกที่แข็งแกร่ง  ช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากอเมริกา              

          เพียงแต่ว่าเกมนี้จะจบลงแบบไหน?  เมื่อไร?

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ