‘วาสนา รุ่งแสนทอง–พศิน ลาทูรัส’ ส่งต่อคุณค่า NaRaYa จากรุ่นแม่ สู่รุ่นลูก
ถือเป็นแบรนด์สินค้าไทย ที่รู้จักกันมานานเกือบ 36 ปี แล้ว สำหรับ NaRaYa (นารายา) ในฐานะที่เป็นของฝากของที่ระลึก ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมถึงคนไทย มักซื้อฝากเพื่อน หรือญาติมิตรในต่างประเทศ ด้วยเพราะ ความมีเอกลักษณ์ และลวดลายที่เกิดจากการตัดเย็บ
ภาพนารายา อย่างที่คาดหวัง
คุณวาสนา รุ่งแสนทอง ประธานกรรมการบริหารร่วม บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด เล่าให้กับทาง “บางกอกทูเดย์” ฟังว่า แบรนด์นารายา ถือกำเนิดมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยในเดือนคุลาคม 2568 ก็จะครบ 36 ปีเต็ม “ซึ่งภาพของนารายา ที่เราคาดหวังไว้ในอนาคต คือ การพัฒนาแบรนด์ของเราให้เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในระดับสากล โดยมุ่งเน้นให้ นารายา ซึ่งเราถือว่า เป็นแบรนด์ของคนไทย ได้มีโอกาสขยายสาขาไปยังเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น ปารีส นิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ ลอนดอน และโตเกียว”
ประธานกรรมการบริหารฯ ยังบอกด้วยว่า การพัฒนาแบรนด์ ไม่เพียงแค่อยากให้เกิดการเติบโตของธุรกิจ อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์ นารายา ในระดับโลกอีกด้วย “โดยเฉพาะ คุณภาพ และเอกลักษณ์ของความเป็นสินค้าไทย นอกจากนี้ เรายังตั้งเป้าหมาย ในการจะขยายตลาดเพิ่มเติมในกลุ่มประเทศมุสลิม และตะวันออกกลาง โดยคำนึงถึงวัฒนธรรม ความต้องการ และวิถีชีวิตของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้แบรนด์ของเรา สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้อย่างเหมาะสมและหลากหลาย”
พร้อมส่งต่อสู่ทายาทรุ่น 2
ขณะที่ในส่วนของการบริหารงาน เป็นที่รู้กันดีว่า วันนี้ คุณวาสนา ได้ส่งต่อการบริหารให้กับผู้บริหารรุ่นใหม่ อย่างคุณพศิน ลาทูรัส (ลูกชาย) เข้ามาบริหารงาน “ถือเป็นเจน 2 ของธุรกิจ ที่เข้ามาข่วยบริหารงาน โดยส่วนตัวมองว่า เป็นก้าวสำคัญที่น่าภูมิใจ และแน่นอนว่าในฐานะผู้ก่อตั้งก็อยากเห็นแบรนด์ นารายา ยังคงได้รับการรักษาและพัฒนาต่อไปในทิศทางที่มั่นคง” นอกจากนี้ คุณวาสนา ยังเชื่อว่าแต่ละคนมีความฝัน และมุมมองที่แตกต่างกัน “ซึ่งเราเองอยากให้ลูกได้มีโอกาสต่อยอดในสิ่งที่เขารักและเชื่อมั่น ได้ฝันและลงมือทำอย่างเต็มที่ โดยดิฉันจะคอยเป็นแรงสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทั้งในฐานะแม่ และในฐานะที่เคยผ่านเส้นทางธุรกิจนี้มาก่อน พร้อมให้คำแนะนำเมื่อเขาต้องการ”
คำชี้แนะ 2 ประการหลัก
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังตั้งความหวังด้วยว่า “อยากให้เจเนอเรชันที่สอง นำพา นารายา ไปสู่ทิศทางที่มั่นคงและก้าวไกลยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าของแบรนด์เอาไว้ พร้อมกับการต่อยอดและขยายตลาดให้เติบโตในระดับสากล ด้วยความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ ดิฉันเชื่อว่าศักยภาพของลูกจะสามารถพัฒนา นารายา ให้เป็นแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นความภาคภูมิใจของตัวเขาเอง แต่ยังเป็นความภูมิใจของครอบครัว และของประเทศไทยอีกด้วย” แต่ทั้งนี้ เจน 1 อย่างคุณวาสนา ยังมีคำชี้แนะ ให้กับทายาท ที่เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ ด้วยกันถึง 2 ประการสำคัญ
“ประการแรก ดิฉัน เชื่อมั่นว่าลูกมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพราะเติบโตมากับกองผ้าและการทำงานกับนารายามาตั้งแต่เล็ก สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ลูกซึมซับจิตวิญญาณของแบรนด์โดยปริยาย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังต้องเพิ่มเติมคือ “ประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจจริง” ซึ่งต้องอาศัยเวลา การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง และการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร ซึ่งปัจจุบันลูกก็ทำได้ดี”
“ส่วนประการที่สองของการทำธุรกิจให้ยั่งยืนได้นั้น ต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ คำว่า คุณธรรม ซึ่งดิฉันให้ความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการมีคุณธรรมต่อคู่ค้า การให้เกียรติและความจริงใจกับลูกค้า รวมถึงการดูแลพนักงานในองค์กรซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า” คุณวาสนา กล่าวทิ้งท้าย
ผู้บริหารเจน 2 ผู้รักการแข่งรถ
มากันที่ทางด้าน คุณพศิน ลาทูรัส รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นทายาทคนสำคัญของธุรกิจแบรนด์ นารายา และเชื่อว่า หลายคนคงจะรู้จักกับผู้บริหารหนุ่มคนนี้ เป็นอย่างดี ในฐานะนักแข่งรถชาวไทย ที่เคยไปคว้าชัยชนะ ในการแข่งรถรายการ สปา 24 ชั่วโมง (Circuit de Spa – Francorchamps) ที่ประเทศเบลเยี่ยม ในปี 2016 กันมาบ้างแล้ว โดยคุณพศิน เล่าว่า นั่นเป็นแมตช์การแช่งขันที่เขารู้สึกภูมิใจที่สุด “เพราะใม่เพียงจะสามารถคว้ชัยชนะมาได้แล้ว เรายังได้รับเกียรติ จากทางผู้บริหารเฟอร์รารี่ ในฐานะที่เราใช้รถเฟอร์รารี่ ไปแข่ง แล้วได้ชัยชนะมาครอง ซึ่งทางผู้บริหารยังได้มองถ้วยรางวัลพิเศษ ให้กับผม และยังผลิตรถยนต์เฟอร์รารี่ รุ่นเดียวกันนี้ ไปประมูลขายในเบลเยี่ยมด้วย โดยรถยนต์คันดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่ มีธงชาติไทยติดอยู่ที่รถด้วย”
“ผมมองว่า การที่ผมได้เข้ามาอยู่ในวงการแข่งขันรถ นั้น ไม่ใช่แค่จะเป็นความชอบส่วนตัวของผมเท่านั้น แต่ผมยังมองว่า นั่นเป็นกิจกรรม ที่ทำให้ผมและครอบครัว ได้มีเวลาอยู่ร่วมกัน และที่สำคัญ ยังทำให้คุณพ่อ และ คุณแม่ ไม่ต้องทำงานอยู่แต่ในออฟฟิสอย่างเดียว แต่ยังได้มีโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศ และได้เดินทางไปต่างประเทศกับผมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ในเอเชีย ยุโรป หรือแม้แต่ในอเมริกา”
“นารายา” แบรนด์ที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็ก
ส่วนการบริหารงานแบรนด์ นารายา “ผมมองว่า เรามีความคุ้นชินกับแบรนด์มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพราะผมมักจะตามคุณพ่อ กับคุณแม่ ไปที่ออฟฟิส ร้านค้า หรือแม้แต่คลังสินค้าของเราอยู่เป็นประจำ “การไปที่ทำงานแต่ละแห่งของนารายา ตอนที่ยังเป็นเด็ก อาจจะมองว่าเป็นแค่เรื่องเล่นสนุกของเด็ก แต่พอมาตอนนี้ เมื่อบลองมองย้อนกลับไป ถือเป็นประสบตุการณ์ที่ทำให้เรากคุ้นเคยกับสินค้า ซึ่งบางขั้นตอนแม้จะดูว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้เราเข้าใจในขั้นตอนการทำงานมากขึ้น รวมถึงเข้าใจกลไกการดำเนินงานต่างๆ ได้บ้างเหมือนกัน” คุณพศิน กล่าว
ภาพของแบรนด์ “นารายา” ในวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างไรสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ “ผมมมองว่า แบรนด์ นารายา มีการเปลี่ยนไปในเชิงของดีไซน์ รวมถึงลวดลาย คอลเลคชั่นใหม่ และผ้าใหม่ๆ ที่เรานำมาใช้ เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะแต่ก่อน เราจะเติบโตด้วยการเน้นเสิร์ฟให้กับนักท่องเที่ยว จึงไม่ได้เข้าถึงตลาดของคนไทยสักเท่าไร แต่ตอนนี้ เรานำเองฟังก์ชั่น การใช้งาน และ โทนสี ที่แต่งตัวได้ง่ายขึ้น และราคาไม่แพง ทำให้คนซื้อครั้งหนึ่งได้หลายใบด้วย”
ความท้าทายในธุรกิจ
“หากพูดถึงเรื่องของอุปสรรค และความท้าทาย ในการเข้ามาบริหารงานช่วงแรกๆ ผมไม่ได้เจออะไร มากนัก หากไม่นับรวมในเรื่องของสถานการณ์โควิด ที่เกิดขึ้น เพราะตอนที่เข้ามาบริหารงาน แรกๆ ผมก็จะมาดูโปรเจคเรื่องของคลังกระจายสินค้า ที่มีมูลค่าเกือบ 1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานการเติบโตของนารายา ถึง 5 เท่าจากยุคก่อนหน้า เพราะเรามีการเตรียมความพร้อมของ ออโตเมชั่น เตรียมพร้อมคลังสินค้ากระจายวัตถุดิบ เพราะเราเป็นทั้งแมนูแฟคเจอริ่ง และ รีเทล ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราสามารถรอดพ้นจากวิกฤตโควิดได้ด้วยเช่นกัน เพราะเราสามารถเปลี่ยนการผลิตจากกระเป๋า มาเป็นการทำหน้ากากได้เลยภายในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน และเราก็มีทีมภายในที่สามารถทำได้เอง ไม่ต้องไปคุยกับซับพลายเออร์ข้างนอกเลย”
ส่วนแบ่งตลาดกระเป๋า–ของฝาก
สำหรับ มาร์เก็ตแชร์ ของแบรนด์ นารายา ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ยอมรับว่า แบรนด์ นารายา เป็นแบรนด์ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มกระเป๋า หรือ สินค้าสำหรับจำหน่ายนักท่องเที่ยว ซึ่งหากว่าไปแล้ว ก็มีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้น “เราอาจมีส่วนแบ่งในตลาดกลุ่มนี้ อยู่ที่ 80% ขณะที่ ราคาสินค้าของเรา ก็อยู่ที่หลัก 100-1000 บาท เท่านั้น ส่วนยอดขายต่อปี ของเรา หากเป็นช่วงก่อนโควิด จะแตะอยู่ที่ประมาณ 1000 -2000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่หลังโควิด ยอดขายของเราตกลงมาต่ำกว่า 1000 ล้านบาท หรือบางปี ก็หล่นมาอยู่ที่ 100 ล้านบาท ก็มี ด้วยเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากโควิด รวมถึงสถานการณ์แวดล้อมภายนอก ที่เราเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น จีนไม่ให้นักท่องเที่ยวมาประเทศไทย หรือแม้แต่สถานการณ์เศรษฐกิจของจีนเองก็ตาม” นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้แบรนด์ นารายา ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
เผยกลยุทธ์ปี 2568
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ ของแบรนด์ธุรกิจ นารายา ที่ทาง คุณพศิน เปิดเผยกับบางกอกทูเดย์ ในวันนี้ คือ การเพิ่มการส่งออกให้มากขึ้น “จริงๆ เราก็มีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนโควิด เพราะเราโฟกัสไปที่ การสร้างแบรนด์เพื่อให้เปิดลูกค้าคนไทย ได้รู้จักและใช้สินค้าของเราก่อน แต่พอสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่คาดว่ามีการชะลอตัวเรื่อยๆ ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนด้วยการส่งออกให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะ ในยุโรป และอเมริกา ที่เรามีแผน 5-7 ปี ในการส่งออกไปกลุ่มประเทศเหล่านี้ ส่วน 3-5 ปี นี้ เราจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กลุ่มประเทศอาเซียน อย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย ก่อนขยายไปยัง ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง และไต้หวัน”
รองประธานกรรมการบริหารฯ ยังบอกด้วยว่า ในปีนี้ ทางแบรนด์ นารายา มีแผนจะไปเปิดร้านที่ญี่ปุ่นอีกด้วย “ในส่วนนี้ อยู่ในแผน 3-5 ปีที่เราวางไว้ ขณะที่เราเองก็มีพาร์ทเนอร์ อยู่ที่ญี่ปุ่นหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น ไดโซะ และช่องทางการขายผ่านทีวี ที่เหมือนอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำการตลาดของเรา และที่ผ่านมา เราก็เพิ่งไปทำโปรเจคแรก ที่ญี่ปุ่น ซึ่งทางเขาดีใจมาก จนกลับมาสั่งสินค้าล็อต 2 กับเราอีก”
“ญี่ปุ่น ถือเป็นตลาดที่ รอยัลมากๆ แล้วไม่ได้ชอบการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ชอบแบบเดิม สีเดิม ที่เขาเคยซื้อมาเมื่อ 30 ปีก่อน เรียกว่า เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความอนุรักษ์นิยมมากๆ จะมีเปลี่ยนบ้างนิดหน่อย ก็แค่เรื่องของสี ที่เป็นไปตามฤดูกาล ส่วนยอดขายในญี่ปุ่น อยู่ที่ประมาณ 20-25% ที่ดูเหมือนไม่เยอะมาก เพราะส่วนใหญ่เราจะส่งออกไปที่สิงค์โปร์ มากกว่า ประมาณ 30% ชณะที่มาเลเซียอยู่ที่ กว่า 20-22% ส่วนฮ่องกง และ ไต้หวัน รวมกันอยู่ที่ 40%”
มองตลาดใหม่ ยุโรป–อเมริกา
อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า แบรนด์ นารายา มีแผน 3-5 ปี กับการส่งออกสินค้าไปทำตลาดในยุโรป และ อมริกา “ไม่ใช่แค่จะเป็นตลาดใหม่ของแบรนด์ นารายา เท่านั้น แต่ทุกวันนี้ ยังเห็นว่า มีคนซื้อสินค้าของเราไป โดยเฉพาะ ที่อลาสกา เป็นการส่งตามออร์เดอร์อีคอมเมิร์ซ ซึ่งเราก็ดีใจมากที่มีการส่งสินค้าของเราไปเกือบทุกเดือน อาจจะเป็นการซื้อฝากมากกว่า โดยแผนของเรา อาจจะไปเริ่มต้นขายให้กับกลุ่มอาเซียน ของเราก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนขยายฐานลูกค้าออกไปเรื่อยๆ และเราก็เชื่อว่าน่าจะเป็นอีกตลาดที่จะสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ นารายา ของเราได้”
คำแนะนำจากคุณแม่
นอกจากคำชี้แนะ ของคุณวาสนา ที่ให้ไว้กับทายาทผู้สืบทอดธุรกิจแล้ว คุณพศิน ยังบอกด้วยว่า คุณแม่ของเขา ยังบอกถึงเรื่องราวอีกหนึ่งความสำคัญ ที่มีผลกับธุรกิจด้วย นั่นคือ เรื่องของ “คน” และการสร้างทีม “ทั้งหมดนี้ มีส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนเรา และมีวิชั่น ไปในทิศทางเดียวกับเรา แต่ในทุกวันนี้ ต้องบอกว่าทุกอย่าง มีความยากมากขึ้น โดยเฉพาะ ตำแหน่งโลเคชั่นของสำนักงาน ที่ของเราอาจอยู่นอกเมือง และอยู่ไกล แต่เราก็พยายามที่จะประยุกต์ วิธีการทำงาน ในรูปแบบใหม่ๆ ทั้งการเวิร์ค ฟอร์มโฮม หรือ อะไรก็ตาม เนื่องจากตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ที่เกี่ยวข้องไปกับเรื่องของคน และพนักงานของเรา ผมก็เลยรู้สึกว่า ต้องปรับตัวให้ทันกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เช่นกัน”
ภาพตลาด “นารายา” ในอนาคต
อย่างที่พูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ นั้น หนึ่งในสิ่งที่ ผู้บริหารหนุ่มของนารายา มักบอกกับทีมงาน เสมอ ก็คือ การไม่ไปตกอยู่ในหมวดหมู่ชองฟาสแฟชั่น “เพราะ นารายา ของเรา เป็นสินค้าที่ขายอยู่เรื่องๆ และไม่ค่อยตามซีซั่นสักเท่าไร จะมีเปลี่ยนก็แค่สีสัน ในช่วงซัมเมอร์ เท่านั้น แต่ในส่วนของ ทรงกระเป๋า เป็นอย่างไร ก็จะเป็นอย่างนั้น คือเราขายฟังก์ชั่น และขายให้กับกลุ่มลูกค้ารอยัลตี้ “ นั่น ก็เป็นสิ่งที่ ผู้บริหารยอมรับว่า เป็นความยากในการทำตลาดเพื่อดึงลูกค้าใหม่ เข้ามาหาเรา และต้องทำอย่างไร ไม่ให้ลูกค้าเก่ารู้สึกกลัวการเปลี่ยนแปลง
“เราพยายามที่จะทำให้เขา รู้สึกสบายใจ กับแบรนด์ของเราอยู่เหมือนเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็พยายามหาสินค้าใหม่ๆ มาให้เขาด้วย” คุณพศิน กล่าว
วางเป้าหมายระยะยาว ให้แบรนด์
เมื่อพูดถึงวเรื่องของเป้าหมาย และทิศทาง ของแบรนด์ นารายา ผู้บริหาร อธิบายว่า “ผมมองว่า เราเหมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผ้า ในเชิงของการที่เราใช้ผ้าเยอะ ใช้ผ้าหลายประเภท เรารู้วิธีการเย็บผ้า ว่าเป็นแบบไหน และต้องทำอย่างไรกับแต่ละเนื้อผ้า อย่างเช่น การเอามาต่อยอดได้อีก ซึ่งเราก็คิดว่า เราน่าจะตอบโจทย์เหล่านั้นได้ อาจจะเป็นไม่ใช่แค่ การใช้งาน แต่อาจจะเป็น มากกว่าของฝาก ของขวัญ และเป็นสินค้าที่เราอยากจะใช้เอง”
“แต่ในประเทศไทย เราต้องยอมรับว่า เรายังไม่ได้เป็นสินค้าที่เป็นปัจจัยหลัก ที่ทุกคนอยากซื้อ เราก็เลยมองว่า เราไปตอบโจทย์ขชาวต่างชาติก่อน เดี๋ยวคนไทย ก็จะสนใจเอง”
ปรับเปลี่ยน – การจับมือร่วมกับพาร์ทเนอร์
เรื่องของการดีไซน์ เป็นอีกสิ่งที่ผู้บริหารให้ความสนใจ และอยู่ระหว่างการออกแบบ “อย่างที่รู้กันดีว่า เอกลักษณ์ของ แบรนด์ นารายา อยู่ 3 อย่างสำคัญ คือ การตีตาราง ที่เป็นรอยเย็บที่มีความพิถีพิถัน รวมถึง การติดโบว์ และแท็กป้าย NaRaYa ซึ่งเมื่อทุกคนมองเห็น ก็จะรู้เลยว่า เป็นแบรนด์ นารายา แต่วันนี้ ผมพยายามบอกกับทางทีมงานในเรื่องของทีมออกแบบ ในกระเป๋าใบหนึ่ง ควรจะมีเอกลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเอาไว้ เพื่อเราจะได้ลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มวัยรุ่น เพิ่มเข้ามา ตอนนี้ หลายคนอาจจะไม่รู้สึกคุ้นชิน แต่ผมว่า ต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่ง ที่คนจะรับรู้ถึงการปรับเปลี่ยนของนารายา เพราะเราจะได้มีสินค้าที่เป็นรุ่นใหม่เข้ามาในตลาด”
นอกจากนี้ การมองหาความร่วมมือกับพันธมิตร ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ ที่ทางผู้บริหาร แบรนด์นารายา มองว่า จะก่อให้เกิดประโยชน์กับแบรนด์ มากขึ้น “เราพยายามร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจ ที่แตกต่างออกไป เช่น การร่วมมือกับ บัตเตอร์แบร์ หรือ น้องหมีเนย ในการออกแบบกระเป๋า ซึ่งล่าสุด บอกได้เลยว่า ผลตอบรับค่อนข้างดีมากทีเดียว ถือเป็นการตอบรับโจทย์ความต้องการของลูกค้าคนไทย โดยเฉพาะ กลุ่มคนที่อายุน้อยลง รวมถึงกลุ่มเดิมที่ใช้แบรนด์นารายาอยู่แล้ว” และในอนาคตอันใกล้ อาจจะได้เห็นความร่วมมือระหว่าง นารายา กับทางบัตเตอร์แบรด์ อีกแน่นอน
เผยเอกลักษณ์แบรนด์ ผ่านรถยนต์สุดหรู
“ผลตอบรับที่ดีนั้น ผมมองว่า ด้วยคาแร็คเตอร์ ของทั้ง 2 แบรนด์ เข้ากันได้ดี มีความน่ารัก และลวดลายที่สวยงาม ที่แม้จะเป็นลายของน้องหมีเนย แต่ก็ยังคงความเป็นนารายา ได้อย่างดี” ผู้บริหารนารายา ยังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมา ทางแบรนด์ยังได้ร่วมมือกับธุรกิจสายการบิน อย่าง แอร์เอเชีย ด้วยการออก คอลเลคชั่นพิเศษ สำหรับสายการบินเท่านั้น หรือ จะเป็น การบินไทย ที่เราทำ อเมนิตี้คิต ให้อยู่ช่วงหนึ่ง รวมไปถึง สายการบินของญี่ปุ่น ก็เคย นำสินค้าของเราไปใช้กับลูกเรือของสายการบินด้วยเช่นกัน” คุณพศิน กล่าวด้วยว่า วันนี้แบรนด์ นารายา ยังได้มีโอกาส ทำงานร่วมกับทาง ปอร์เช่ ประเทศไทย โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ในการสร้างสรรค์ลวดลาย ศิลปะไทยร่วมสมัย ที่มีเอกลักษณ์และสื่อถึงวัฒนธรรมไทย ให้กับรถยนต์ รุ่น ไทคานน์ เทอร์โบ เอส (Taycan Turbo S) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100%
“เราเป็นประเทศที่ 2 ที่ได้มีส่วนร่วมในงานศิลปะ บนรถยนต์ ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวในงาน มอเตอร์โชว์ ก็ขายออกได้ทันทีเลย เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำอะไรเกี่ยวกับรถ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว” ส่วนการร่วมมือกับพันธมิตร ทางธุรกิจอื่นๆ ของแบรนด์นารายา ผู้บริหารยอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกับหลายบริษัท ซึ่งหากมีการตอบตกลง ก็จะมีการแจ้งออกไปทางสื่ออีกครั้งแน่นอน
แต่ที่แน่ๆ จากจำนวนของ ร้านนารายา มีอยู่ทั้งหมด 17 สาขา โดยทางผู้บริหารเปิดเผยว่า ในปีนี้ อาจจะเปิดเพิ่มขึ้นอีก 2 สาขา “เราตั้งใจว่า หนึ่งในร้าน ที่เราจะเปิดขึ้นนั้น จะอยู่ที่ย่านเยาวราช ซึ่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ก็อาจจะได้เห็นกัน โดยทำเลที่ตั้ง จะเป็นบริเวณเดียวกับ ที่ ลิซ่า เคยมาถ่ายทำเอ็มวี ส่วนอีกร้าน เรามองว่าจะเปิดในห้างสรรพสินค้า ที่เป็นพาร์ทเนอร์ กัน ซึ่งเวลานี้ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หากก่อสร้างเสร็จภายในปีนี้ เราก็อาจจะได้ไปเปิดร้าน แต่หากไม่ทัน ก็น่าจะรอกันปีถัดไป”
ตลาดออนไลน์ ยังเติบโต
นอกจากนี้ คุณพศิน ยังบอกด้วยว่า แบรนด์นารายา ยังได้นำออนไลน์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกว่า เป็นส่วนใหญ่ก็ได้ เพื่อการขายสินค้า “เราลงทุนกับการถ่ายรูป ให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น ให้คนเห็นเหมือนเป็น เป็นมูดบอร์ดเบาเบาในตัว คือไม่ได้แบบเน้นขายของอย่างเดียว แต่ยังโชว์สินค้า แต่ละสไตล์น ที่เป็นสตรีทหน่อย เพราะบางคนก็จะไม่คิดว่าแบรนด์ นารายา จะไปในสไตล์สตรีทได้ ซึ่งเราได้เริ่มทำกันมาระยะหนึ่งแล้ว และปีนี้ เราลงทุนในส่วนของออนไลน์ไปค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเฉพาะ อุปกรณ์ภายใน ที่เราพยายามทำให้เป็นมาตรฐาน และ คล่องตัวมากขึ้น รวมถึง การซื้อเครื่องที่มาช่วยรีทัชรูปแบบเร็วๆ โดยมี ai เข้ามาช่วย เพราะเวลาเราเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งหนึ่ง เราเฉลี่ยถ่าย 1 คอลเล็คชั่น ประมาณเกิน 2000 รูป รวมถึงมีวีดีโอด้วย หากเป็นแต่ก่อน กว่าที่เราจะถ่ายเสร็จ อาจต้องใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ แต่พอลงทุนซื้อเครื่องเข้ามา ก็สามารถเสร็จได้ภายในเวลา ไม่กี่วัน เพราะเมื่อถ่ายเสร็จ เครื่องก็จะรีทัช ให้เลย”
“เหตุผลที่เราเข้ามาในตลาดออนไลน์ มากขึ้นนั้น ก็เพราะเรามองเห็นว่า เป็นตลาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ โดยปีนี้ ยอดขายนของเราโตขึ้นเฉลี่ย 30% โดยหากเทียบกับหน้าร้าน ถือว่า ออนไลน์มาแรงขึ้น นับตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา และโชคดีที่ผมเองก็ได้ทำเว็บไซต์ไว้แล้ว เลยทำให้ คนยังคงซื้อสินค้าของเราได้เรื่อยๆ” ผู้บริหาร นารายา กล่าว
อย่างไรก็ดี วันนี้ แบรนด์ นารายา ไม่เพียงจะเป็นแบรนด์สินค้าไทย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่กำลังเติบโตไปพร้อมๆ กับการสร้างช่องทางการตลาด ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ถือเป็นอีกแบรนด์ ที่น่าจับตามอง ทีเดียว
***********
