“ลลิดา เพริศวิวัฒนา” ชวนคนไทยสวมผ้าไทย ปลุกภูมิปัญญาท้องถิ่น ต่อยอด Soft Power สร้างรายได้สู่ชุมชน
ท่ามกลางภารกิจการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ “ครม.สัญจร” ที่จังหวัดสงขลา นอกจากการติดตามนโยบายและการพัฒนาพื้นที่แล้ว อีกหนึ่งภาพที่สะดุดตาคือการแต่งกายของ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมโฆษกรัฐบาล ซึ่งพร้อมใจกันสวมชุดผ้าไทย โดยเลือกใช้ “ผ้าทอเกาะยอ ลายราชวัตร” หนึ่งในผ้าทออัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดสงขลา
การเลือกสวมผ้าไทยครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงการแต่งกายให้สอดคล้องกับพื้นที่ แต่ยังเป็นการสื่อสารให้เห็นว่า “ผ้าไทย” สามารถก้าวออกจากงานพิธี มาอยู่ในชีวิตประจำวัน การทำงาน และแฟชั่นร่วมสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นไปในเวลาเดียวกัน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การสนับสนุนผ้าไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่ แต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกซื้อและสวมใส่ผ้าไทย เพราะเบื้องหลังผ้าแต่ละผืนเต็มไปด้วยฝีมือ ภูมิปัญญา และแรงงานของคนในชุมชน
“เวลาที่เราสวมผ้าไทย เราไม่ได้ใส่แค่เสื้อผ้า แต่เรากำลังใส่เรื่องราวของคนไทย ใส่ภูมิปัญญาของช่างทอ และช่วยให้รายได้กลับไปสู่ชุมชน เพราะฉะนั้นการสวมผ้าไทยจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถช่วยกันทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน”
จาก “ผ้าท้องถิ่น” สู่ Soft Power
สำหรับ ผ้าทอเกาะยอ ลายราชวัตร ถือเป็นงานหัตถกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสงขลา ทั้งด้านลวดลาย เทคนิคการทอ และความประณีตที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น การนำผ้าท้องถิ่นมาสวมใส่ในโอกาสสำคัญจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างการรับรู้ และเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่
นางสาวลลิดา มองว่า Soft Power ของไทยไม่ได้มีเพียงอาหาร ดนตรี หรือการท่องเที่ยว แต่ “ผ้าไทย” ก็มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่
“ผ้าไทยวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใส่ในงานพิธี เราสามารถออกแบบให้ทันสมัย ใส่ไปทำงาน ใส่ไปเที่ยว หรือใส่ในชีวิตประจำวันได้ และยิ่งคนรุ่นใหม่หันมาสวมใส่มากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ผ้าไทยมีตลาด มีคนสืบทอดอาชีพ และมีโอกาสเติบโตต่อไป”
เชื่อม “ผ้าไทย–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจชุมชน”
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมโฆษกรัฐบาลยังได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชม ย่านเมืองเก่าสงขลาและแหลมสมิหลา เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้โดยตรง
เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่เพียงโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังสามารถกระจายไปถึง ช่างทอ ผู้ผลิตสินค้า ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น หากสามารถเชื่อม “ผ้าไทย” เข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวได้ ก็จะช่วยยกระดับผืนผ้าจากสินค้าท้องถิ่นให้กลายเป็น สินค้าทางวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวและมูลค่าเพิ่ม
สำหรับนางสาวลลิดา การสวมผ้าไทยจึงมีความหมายมากกว่าความสวยงาม แต่คือการช่วยกันทำให้ “ผ้าไทยมีชีวิตอยู่ในชีวิตประจำวัน” พร้อมส่งต่อภูมิปัญญาจากคนรุ่นก่อนสู่คนรุ่นใหม่
“ถ้าเราทุกคนช่วยกันคนละเล็กละน้อย เลือกผ้าไทยสักผืน เลือกใช้สินค้าจากชุมชนสักชิ้น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ และทำให้ภูมิปัญญาไทยไม่หายไป แต่สามารถพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ได้”
เพราะในท้ายที่สุด “ผ้าไทย” ไม่ได้เป็นเพียงผืนผ้า หากแต่เป็นการถักทอ เรื่องราวของคน ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสทางเศรษฐกิจ เข้าไว้ด้วยกัน
และทุกครั้งที่คนไทยเลือกหยิบผ้าไทยขึ้นมาสวมใส่ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งพลังเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเดินหน้าต่อ สร้างรายได้ให้ชุมชน และผลักดัน Soft Power ไทยให้ไปได้ไกลกว่าเดิม.
