ยุโรปสปริง : จลาจลโดมิโน เริ่มที่ฝรั่งเศส…จะจบที่ใด?
ภาพของประชาชนหลายแสนคนออกมาชุมนุมบนท้องถนนในฝรั่งเศส ก่อนที่การประท้วงจะขยายวงไปยังอิตาลี เบลเยียม โปรตุเกส และแอลเบเนีย กลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า ยุโรปกำลังเผชิญปัญหามากกว่าความขัดแย้งทางการเมืองทั่วไป เพราะสิ่งที่กำลังปะทุขึ้นคือความไม่พอใจของประชาชนที่สะสมมานานทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ บริการสาธารณะ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2026 ระบุว่า การชุมนุมในฝรั่งเศสขยายจากกลุ่มนักเรียนและครูที่เรียกร้องให้ปรับปรุงสภาพโรงเรียนและเพิ่มทรัพยากรทางการศึกษา ไปสู่การประท้วงระดับประเทศที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 550,000 คน ตามตัวเลขของกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ขณะที่สหภาพแรงงานประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมถึง 800,000 คน การชุมนุมส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่บางพื้นที่เกิดการเผาอาคาร รถยนต์ การปล้นร้านค้า และการปะทะกับตำรวจ
จากฝรั่งเศส ความไม่สงบเกิดขึ้นในหลายประเทศด้วย แม้จะไม่ได้เป็นขบวนการเดียวกันทั้งหมด ในอิตาลีมีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจในเมืองมิลานและเมืองโบโลญญา ที่ประเทศเบลเยี่ยมเผชิญการประท้วงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ส่วนโปรตุเกสมีประชาชนออกมาเรียกร้องเรื่องค่าครองชีพ ค่าแรง และวิกฤติที่อยู่อาศัย ขณะที่แอลเบเนียเผชิญการประท้วงต่อต้านรัฐบาลจากข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันและปัญหาคุณภาพการศึกษา
ฝรั่งเศส : ปัญหาใหญ่ของรัฐสวัสดิการ
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีระบบสวัสดิการสาธารณะที่ทั่วโลกเคยอิจฉา แต่การรักษาสวัสดิการเหล่านี้เอาไว้ต้องอาศัยรายได้ของรัฐที่เพียงพอ เมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายรับต่อเนื่องรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่ม ขณะที่ภาระดอกเบี้ยและหนี้สาธารณะจำกัดความสามารถในการนำงบประมาณไปใช้แก้ปัญหาประชาชน
หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสปัจจุบันปี 2026 พุ่งสูงถึงระดับ 119.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เริ่มบันทึกระดับหนี้มาตั้งแต่ปี 1995 และคาดว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อาจจะทะลุถึงระดับ 121.7% ของ GDP ในปี 2027
เมื่อรัฐบาลต้องรักษาวินัยการคลัง แต่ประชาชนกลับต้องการบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นได้ง่าย หากรัฐลดหรือควบคุมรายจ่ายด้านการศึกษา ขณะที่โรงเรียนยังขาดครูและมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ความไม่พอใจของนักเรียนและผู้ปกครองย่อมไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องในโรงเรียน แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ รัฐบาลกำลังใช้เงินภาษีเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างเหมาะสมหรือไม่
ยิ่งเมื่อครอบครัวต้องเผชิญราคาพลังงาน ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน และค่าเดินทางที่สูงขึ้น รายได้ที่เพิ่มไม่ทันรายจ่ายก็ทำให้ความอดทนลดลงอย่างรวดเร็ว คนที่เคยประคองชีวิตอยู่ได้อาจเริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังถอยหลัง ทั้งที่ทำงานหนักไม่ต่างจากเดิม
วิกฤติเพราะหลากหลายปัญหาของยุโรป
หากมองการประท้วงทั่วทั้งยุโรปเป็นเหตุการณ์เดียวกันทั้งหมด อาจทำให้เข้าใจสถานการณ์คลาดเคลื่อนเพราะแต่ละประเทศมีปัญหาเฉพาะตัว ฝรั่งเศสเผชิญความไม่พอใจเรื่องบริการสาธารณะและค่าครองชีพ โปรตุเกสเผชิญปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งประชาชนจำนวนมากเข้าถึงได้ยาก อิตาลีมีภาระหนี้สาธารณะสูง ขณะที่แอลเบเนียมีข้อเรียกร้องด้านการเมืองและการต่อต้านคอร์รัปชัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แตกต่างกันเหล่านี้มีจุดร่วม คือความรู้สึกว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองไม่ได้สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับคนธรรมดา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอน ค่าเช่าบ้านสูง และโอกาสในการสร้างครอบครัวหรือมีทรัพย์สินเป็นของตนเองที่ลดลง
เมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐบาลเปลี่ยนผ่านหลายชุดแล้ว แต่ปัญหาพื้นฐานยังคงอยู่ ความเชื่อมั่นก็อาจเปลี่ยนเป็นความโกรธ ความโกรธกลายเป็นการประท้วง และเมื่อมีผู้ฉวยโอกาสใช้ความรุนแรง การชุมนุมก็สามารถบานปลายเป็นจลาจลได้
สงครามรัสเซีย-ยูเครน : ต้นทุนที่ยุโรปต้องแบก
อีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามคือผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2022 และเปลี่ยนโครงสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครน สหรัฐอเมริกาและชาติยุโรปร่วมกันใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย รวมกันจำกัดธุรกรรมทางการเงิน อายัดสินทรัพย์ของธนาคารกลางรัสเซียบางส่วน และลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย หลายประเทศให้ความช่วยเหลือยูเครนทั้งด้านการเงิน อาวุธ และอุปกรณ์ทางทหาร
ในทางยุทธศาสตร์ นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันรัสเซียและสนับสนุนอธิปไตยของยูเครน แต่ในทางเศรษฐกิจ ยุโรปกลับต้องแบกรับภาระจากการปรับเปลี่ยนแหล่งพลังงานและราคาพลังงานที่สูงขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และการแข่งขันเพื่อจัดหาพลังงานจากตลาดโลกแทนรัสเซีย
พลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิตเหล็ก เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย ไปจนถึงระบบการขนส่ง หากพลังงานมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนก็ย่อมส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ แม้ราคาพลังงานจะลดลงจากจุดสูงสุดในบางช่วง แต่ผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและรายจ่ายของครัวเรือนก็ไม่ได้หายไปโดยอัตโนมัติ
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การสรุปว่ายุโรปผิดทั้งหมดที่ต่อต้านรัสเซีย แต่คือการตั้งคำถามว่าในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลได้ประเมินต้นทุนทางเศรษฐกิจภายในประเทศและเตรียมมาตรการรองรับประชาชนไว้อย่างเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลยุโรปเดินตามก้นวอชิงตันและนาโต้ ดันหลังกองทัพยูเครนทำสงครามตัวแทนกับรัสเซีย แต่ผลกรรมกลับตกกับชาวยุโรปเองโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ต้องจ่ายค่าครองชีพที่สูงขึ้น
สงครามอิหร่าน : แรงกระแทกซ้ำซ้อน
ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก เมื่อเศรษฐกิจยุโรปยังต้องปรับตัวจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2026 ก็กลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์กระทบเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก
สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านทำให้ยุโรปเผชิญแรงกระแทกด้านพลังงานรอบใหม่ ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นกำลังกดดันทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะเดียวกันต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ต้นทุนการผลิต และงบประมาณช่วยเหลือประชาชน และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล รัฐบาลจึงต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการใช้งบประมาณบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนหรือการรักษาวินัยทางการคลัง
บทเรียนจากฝรั่งเศสถึงไทยแลนด์
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย จะพบความคล้ายคลึงบางประการแม้บริบทจะแตกต่างกัน ไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง ปัญหารายได้วิ่งไม่ทันค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มประชากรที่ถ่างตัวมากขึ้น ความไม่แน่นอนของการจ้างงาน การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์แบบ และข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐที่ต้องกู้แล้วกู้อีกอย่างไม่จบสิ้น
แต่ปัญหาต่างๆที่กล่าวมานั้นไม่เทียบเท่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศเงินภาษีที่นำไปลงทุนในโครงการสาธารณะไม่สร้างประโยชน์อย่างแท้จริงเพราะมีการรั่วไหลจากระบบสินบนและค่าคอมมิชชั่น การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ สารพัดโครงการที่เน้นผลทางการเมืองมากกว่าผลตอบแทนต่อสังคม อีกทั้งยังมีเรื่องแรงงานต่างด้าว ทุนสีเทาต่างชาติที่เข้ามาแย่งการทำมาหากินของคนไทย นับวันประชาชนจะยิ่งรู้สึกว่าตนเองต้องจ่ายภาษีและแบกรับหนี้ของประเทศแต่ข้าราชการและนักการเมืองบางกลุ่มกลับร่ำรวยผิดปกติ
คนไทยเคยลงถนนเพราะถูกนักการเมืองปลุกปั่นให้ทะเลาะกันเองด้วยสีเสื้อ แต่การลงถนนครั้งต่อไปคงไม่ต่างกับหลายประเทศในยุโรปที่รัฐบาลปล่อยให้ประชาชนทนไม่ไหวกับปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตที่เลวร้าย
—
