สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ผู้สูงวัยเสี่ยง “หกล้ม” จุฬาฯ ร่วมทีมวิจัยยุโรป พัฒนา AI ฟื้นฟูการทรงตัวทางไกล

 ผู้สูงวัยเสี่ยง “หกล้ม” จุฬาฯ ร่วมทีมวิจัยยุโรป พัฒนา AI ฟื้นฟูการทรงตัวทางไกล

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการพลัดตกหกล้มเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจอันดับ 2 ของโลก มีผู้เสียชีวิตราว 684,000 คนต่อปี และมีการหกล้มรุนแรงจนต้องรับการรักษาทางการแพทย์ถึง 37.3 ล้านครั้งต่อปี โดยผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด สะท้อนว่าปัญหาการทรงตัวเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ

คณะแพทยศาสตร์และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยยุโรป เปิดตัวความสำเร็จของโครงการ TeleRehaB DSS (TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System) งานวิจัยระดับนานาชาติที่พัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วย AI สำหรับฟื้นฟูผู้มีปัญหาการทรงตัวและเสี่ยงหกล้ม โครงการนี้ได้รับทุนจาก Horizon Europe – Health มูลค่ากว่า 5.06 ล้านยูโร ดำเนินการตั้งแต่ธันวาคม 2565 ถึงสิงหาคม 2569 ต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE โดยผสาน AI, Augmented Reality, Wearable Devices และ IoT เพื่อฟื้นฟูและติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล

ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นที่บ้านได้โดยยังเชื่อมต่อกับทีมแพทย์ ประกอบด้วยกล้อง Depth Camera ติดตามการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ IMU สวมใส่บนร่างกาย จอแสดงภาพ AR แบบสวมศีรษะ อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นหัวใจ สมาร์ทวอทช์ และสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต ผู้ป่วยฝึกที่บ้านผ่านผู้ฝึกสอนเสมือนจริง ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์ช่วยให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและปรับโปรแกรมให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร หัวหน้าโครงการวิจัยประจำประเทศไทย กล่าวว่าความสำเร็จของงานวิจัยนี้ไม่ใช่แค่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการทำให้การฟื้นฟูเข้าใกล้ชีวิตผู้ป่วยมากขึ้น จากที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล สู่การฝึกต่อเนื่องที่บ้านโดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญติดตาม สำหรับไทย การศึกษาครอบคลุมผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย (MCI) และามผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นในหรือระบบเวสติบูลาร์

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 5 ศูนย์ดำเนินการศึกษาทางคลินิกของโครงการ ร่วมกับ University College London (สหราชอาณาจักร), National and Kapodistrian University of Athens (กรีซ), University Medical Centre Freiburg (เยอรมนี) และ Madeira Health Service/IDEA (โปรตุเกส) ซึ่งถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางคลินิกและบริบทผู้ป่วยไทยเข้าร่วมกับเทคโนโลยียุโรป เพื่อทดสอบระบบในบริบทประชากรและระบบสุขภาพที่หลากหลาย

Dr. K.R.M.H. Tatas H.P. Brotosudarmo ผู้ประสานงาน EURAXESS ประจำอาเซียน ระบุว่าการเข้าร่วมของไทยช่วยเพิ่มความหลากหลายของหลักฐานด้านประชากร วิถีชีวิต และความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนา AI ทางการแพทย์ให้ปรับใช้ได้หลากบริบท โดยทีมไทยมีบทบาทร่วมพัฒนาและตรวจสอบเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงพื้นที่ทดลองใช้ ขณะที่ Mr. Tom Corrie จากคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่าโครงการนี้สะท้อนพลังของความร่วมมือนานาชาติที่เชื่อมวิทยาศาสตร์เข้ากับความต้องการจริงของผู้ป่วย

ศ.พญ.สุพินดา ชูสกุล หัวหน้าฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่าผู้ป่วยที่มีปัญหาการทรงตัวและเวียนศีรษะมารับการรักษาเป็นประจำ อาการเหล่านี้ส่งผลต่อการเดิน การใช้ชีวิต และความมั่นใจ การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องหลังพบแพทย์จึงสำคัญไม่แพ้กัน โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครและประชาชนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้นักวิจัยมีข้อมูลเพียงพอในการพัฒนาต่อยอดสู่เครื่องมือที่ใช้ได้จริง

ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่ามหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานวิจัยสู่ประโยชน์ทางสังคม ความร่วมมือครั้งนี้แสดงศักยภาพนักวิจัยไทยในการทำงานร่วมกับเครือข่ายนานาชาติ ด้าน ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีด้านวิจัยและนวัตกรรมเชิงลึก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่างานวิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงและกล้าตั้งคำถามใหม่ โครงการนี้เป็นตัวอย่างการรวมพลังแพทย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาและหลายประเทศ

ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดลองสะท้อนว่าได้รับคำแนะนำการออกกำลังกายฟื้นฟูที่ถูกต้อง มีตัวอย่างท่าออกกำลังกายให้ดูตลอดช่วงฝึก และมีนักกายภาพบำบัดโทรติดตามและปรับท่าให้ทุกสัปดาห์ ทำให้โปรแกรมเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ก้าวต่อไปของไทยคือการนำองค์ความรู้ที่ได้มาปรับให้เหมาะกับบริบทประเทศ เพื่อขยับจากงานวิจัยสู่เทคโนโลยีที่ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงได้จริงในอนาคต

jumpon

น่าสนใจสำครับคุณ