สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ปลุกผีแลนด์บริดจ์  คิดสร้างเพื่อใคร

 ปลุกผีแลนด์บริดจ์  คิดสร้างเพื่อใคร

การกลับมาของ “โครงการแลนด์บริดจ์” ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการรื้อฝันเมกะโปรเจกต์เก่าที่เคยถูกเก็บเข้าลิ้นชัก  หากแต่กำลังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปั่นป่วนอย่างหนัก  จนทำให้รัฐบาลไทยหยิบโครงการนี้กลับมาเป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้การผลักดันอย่างแข็งขันของรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ

แม้จะมั่นใจในเสียงสนับสนุนในสภาหรือหน่วยงานต่างๆใต้อำนาจการเมือง  แต่คำถามจากฝั่งประชาชนก็ส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงเรื่อง “ความคุ้มค่า”ในเงินลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท  หากยังเต็มไปด้วยข้อสงสัยด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ และทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โครงการแลนด์บริดจ์ ถูกออกแบบให้เป็นระบบขนส่งเชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย แทนแนวคิด “คลองไทย” หรือ “คลองกระ” ที่เคยถูกต่อต้านอย่างหนักในอดีต ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึกฝั่งจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร เชื่อมด้วยระบบขนส่งทางราง  ทางหลวงพิเศษ(มอเตอร์เวย์) และระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ระยะทางราว 90 กิโลเมตร ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5-7 ปี

รัฐบาลอธิบายว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ลดความแออัดของช่องแคบมะละกา และเป็น “ทางเลือกใหม่” ของการขนส่งทางทะเลโลกในยุคที่สถานการณ์ระหว่างประเทศเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

จังหวะเวลาที่แลนด์บริดจ์ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะโลกกำลังเผชิญวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์หลายด้านพร้อมกัน  ทั้งสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่ยุติเด็ดขาด  ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีน  ตลอดจนแนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในช่องแคบมะละกา ซึ่งล้วนเป็นเส้นเลือดหลักของการค้าโลก

รัฐบาลไทยใช้สถานการณ์เหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญว่า โลกกำลังมองหาเส้นทางขนส่งใหม่ที่ปลอดภัยและมีต้นทุนต่ำกว่าเดิม และไทยมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็น “ฮับ” เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยศึกษาประเด็นนี้มาตั้งแต่ปี 2562 และมองว่าแลนด์บริดจ์จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดันโครงการ ยืนยันว่าหากมีท่าเรือสองฝั่งทะเล จะเกิดการจ้างงานจำนวนมหาศาล สร้างอาชีพใหม่หลายแสนตำแหน่ง และจะกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะพยายามขายภาพแลนด์บริดจ์ในฐานะ “โอกาสแห่งศตวรรษ” แต่ฝ่ายที่เห็นต่างกลับมองว่า รัฐบาลกำลังใช้สถานการณ์โลกเป็นข้ออ้างทางการเมืองเพื่อผลักดันเมกะโปรเจกต์ขนาดมหึมาที่อาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริง

หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือ ความขัดแย้งของผลการศึกษาโครงการ  รายงานของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) สังกัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) สูงถึง 14.77% มีอัตราผลตอบแทนทางการเงิน 4.57% และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) กว่า 300,000 ล้านบาท โดยประเมินว่าจะคืนทุนได้ภายใน 24 ปี และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมกว่า 260,000 ล้านบาท

แต่ผลศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดทำให้แก่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กลับให้ข้อสรุปตรงกันข้ามว่า โครงการอาจ “ไม่คุ้มค่าการลงทุน” และมีความเสี่ยงขาดทุนกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันกับช่องแคบมะละกา ซึ่งปัจจุบันมีระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่แล้ว

ความแตกต่างของผลศึกษาเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลัง “เลือกเชื่อ” เฉพาะข้อมูลที่เอื้อต่อการเดินหน้าโครงการหรือไม่

          ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการขนาดใหญ่นี้อาจกลายเป็นภาระทางการคลังระยะยาว หากรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย  พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดการศึกษาทั้งหมดต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ไม่ใช่นำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนโครงการ

ด้าน ดร.เอ้ -สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์  ได้ตั้ง 3 คำถามสำคัญต่อรัฐบาลในเรื่องแลนด์บริดจ์ คือ 1. มีการศึกษาผลกระทบเชิงเทคนิคอย่างรอบด้านหรือไม่ และเหตุใดผลศึกษาของ สนข. กับจุฬาฯ จึงให้คำตอบต่างกันแบบตรงข้าม  2.ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาล การเวนคืนที่ดินจะโปร่งใสเพียงใด  และ3. รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณผิดให้สังคมหรือไม่ ว่าประเทศจะร่ำรวยได้เพียงเพราะมีแลนด์บริดจ์ ทั้งที่การแข่งขันโลกยุคใหม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี นวัตกรรม และคุณภาพคน มากกว่าการใช้แรงงานราคาถูก

คำถามเหล่านี้สะท้อนข้อกังวลสำคัญว่า ไทยอาจกำลังทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปกับ “โครงสร้างพื้นฐานยุคเก่า” ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

อีกด้านหนึ่ง ร่างพ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ก็กลายเป็นชนวนความกังวลเพิ่มเติม เพราะถูกมองว่าเป็นการใช้โมเดลเดียวกับ EEC ในภาคตะวันออก เพื่อเปิดทางให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และทุนต่างชาติเข้ามาถือครองพื้นที่จำนวนมาก

หนึ่งในประเด็นอ่อนไหวที่สุด คือ การเปิดให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ถึง 99 ปี เพื่อดึงดูดนักลงทุน

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า มองว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะเท่ากับรัฐกำลังสร้าง “รัฐอิสระของทุนต่างชาติ” ขึ้นในภาคใต้ ขณะที่คนไทยจำนวนมากยังไม่มีที่ดินทำกิน

เขามองว่า เป้าหมายที่แท้จริงของแลนด์บริดจ์อาจไม่ได้มีเพียงการลดเวลาขนส่งสินค้า 2 วัน แต่เป็นการเปลี่ยนภาคใต้ให้กลายเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างมหาศาล

ข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมก็รุนแรงไม่แพ้กัน เพราะโครงการนี้จะเกี่ยวข้องกับการถมทะเล การสร้างท่าเรือน้ำลึก และการเปลี่ยนพื้นที่ชายฝั่งจำนวนมากเป็นเขตอุตสาหกรรม

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า การประเมินโครงการไม่ควรมองเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ การท่องเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น เพราะการถมทะเลและการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาจทำลายทรัพยากรชายฝั่ง แหล่งประมง และวิถีชีวิตของประชาชนจำนวนมาก

ในอีกมิติหนึ่ง นักวิชาการด้านยุทธศาสตร์บางส่วนเตือนว่า ไทยกำลังเดินเข้าสู่เกมการแข่งขันของมหาอำนาจโลกโดยไม่รู้ตัว

สว.นรเศรษฐ์ ปรัชญากร  ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ตั้งคำถามว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอหรือยังในการเป็น “จุดยุทธศาสตร์ใหม่” ของห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะแลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นแค่โครงการเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับการแข่งขันเชิงอิทธิพลระหว่างจีน สหรัฐฯ และมหาอำนาจทางทะเล

หากโครงการประสบความสำเร็จ ไทยอาจกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค แต่ในอีกด้าน ก็อาจทำให้ประเทศต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและความมั่นคงจากมหาอำนาจมากขึ้นเช่นกัน  ทั้งหมดนี้ทำให้ แลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างท่าเรือหรือทางรถไฟอีกต่อไป แต่เป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับอนาคตประเทศ

ไทยกำลังต้องการเป็นอะไรในโลกยุคใหม่  เรากำลังจะลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตจริง หรือกำลังไล่ตามโมเดลการพัฒนาแบบเก่าที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน  รายได้มหาศาลที่ถูกปั้นแต่งตัวเลขไว้ จะตกถึงประชาชน หรือกระจุกอยู่กับทุนขนาดใหญ่และกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

          สำคัญที่สุด ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับผลกระทบที่อาจตามมาทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ความมั่นคง และอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

–

 

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ