ปลุกคนไทยทำประกันชีวิต! สมาคมประกันชีวิตไทย ชี้เป้า ‘สินค้าจำเป็น’ รับมือสังคมสูงวัย-ค่ารักษาพุ่ง
สมาคมประกันชีวิตไทย จับมือภาคีเครือข่ายจัดงานวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25 ชูแนวคิด “Healthy Life Happy Future” หวังสร้างเกราะคุ้มกันทางการเงินให้ประชาชน ย้ำไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลขยับสูงต่อเนื่อง ชี้ตัวเลขคนทำประกันในไทยยังต่ำเพียง 40% พร้อมรุกนโยบาย ESG รับเทรนด์โลก
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่า 20% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต ปัญหาสิ่งที่น่ากังวลคือสภาวะ “จนก่อนแก่” ซึ่งหากไม่มีการวางแผนทางการเงินที่ดีพอ ประชาชนอาจประสบปัญหาในการดูแลตัวเองหรือเป็นภาระแก่ลูกหลาน การออมเงินผ่านการประกันชีวิตจึงเป็นทางเลือกที่มั่นคงและตอบโจทย์การใช้ชีวิตในระยะยาว
ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่าอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ในระดับสูงถึง 10% และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปถึง 15% ในบางช่วง ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอย่างมาก หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ อีก 8-9 ปีข้างหน้า ค่ารักษาพยาบาลอาจพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว การมีประกันสุขภาพจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เงินออมทั้งชีวิตต้องหมดไปกับการรักษาพยาบาลเพียงครั้งเดียว
ทั้งนี้แม้ธุรกิจประกันชีวิตในปี 2568 จะมีการเติบโต 3.45% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมถึง 6.7 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่องที่ 2.5-3.5% แต่ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจคือ อัตราการถือครองกรมธรรม์ของคนไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40% เท่านั้น หมายความว่าคนไทยอีกกว่า 60% ยังไม่มีความคุ้มครองใดๆ ซึ่งเห็นได้ชัดจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสำคัญที่ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่มักไม่มีประกันชีวิตรองรับ ทางสมาคมฯ จึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนทัศนคติให้คนไทยมองว่า “ประกันชีวิตคือสินค้าจำเป็นพื้นฐาน” ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจประกันชีวิตได้ปรับตัวขนานใหญ่เพื่อก้าวไปสู่ความยั่งยืน (ESG) โดยมีการนำระบบ E-Application มาใช้เพื่อลดการใช้กระดาษและเพิ่มความรวดเร็วในการบริการ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าประกันภัยจาก 17 บริษัทชั้นนำ ทั้งประกันชีวิตแบบบำนาญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเกษียณสำราญ และประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked) ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ทั้งนี้ ประชาชนยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากการทำประกันชีวิตมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท และประกันสุขภาพอีก 25,000 บาท ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการออมระยะยาวที่ภาครัฐให้การสนับสนุน
ล่าสุดสมาคมประกันชีวิตไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และกองทุนประกันชีวิต ได้ร่วมกันจัดงาน “วันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 25” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 18 – 19 ก.ค. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการประกันชีวิตและการประกันสุขภาพ ในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามจากการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากการส่งเสริมด้านการเงินแล้ว งานวันประกันชีวิตแห่งชาติในปีนี้ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม โดยร่วมกับตัวแทนประกันชีวิตทั่วประเทศรณรงค์บริจาคโลหิต ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายการบริจาครวมให้เกินกว่า 10 ล้านซีซี เพื่อส่งมอบต่อให้กับสภากาชาดไทยต่อไป
“เราหวังว่างานในครั้งนี้จะเป็นสะพานเชื่อมให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงประโยชน์ของการประกันชีวิต เพื่อให้ทุกคนมีเกราะป้องกันทางการเงินที่เข้มแข็ง และมีอนาคตที่มั่นคงและมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” นางนุสรา กล่าวทิ้งท้าย
ด้านคุณวสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางและความสำคัญของธุรกิจประกันภัยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน โดยระบุว่า ประกันชีวิตคือสิ่งสะท้อนวัฒนธรรมไทยในการแบ่งปันและช่วยเหลือกัน ภายใต้หลักการ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” อย่างแท้จริง
ขณะเดียวกันในอีก 7 ปีข้างหน้า ไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) ซึ่งจะมีประชากรอายุเกิน 65 ปี มากกว่า 27% ขณะที่อัตราการเกิดต่ำมากและผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น โจทย์สำคัญคือประชาชนจะมีความพร้อมทางการเงินเพียงพอที่จะดูแลสุขภาพตนเองและคนในครอบครัวไปจนถึงอายุ 80-90 ปีได้อย่างไร
นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 20% รวมถึงความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศและโรคระบาดใหม่ ๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
คปภ. เน้นย้ำว่า ในโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ ประชาชนต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อม (Resilience) โดยใช้หลักการ “ล้มให้เบา ลุกให้ไว” เหมือนการเล่นฟุตบอลที่อาจเสียจังหวะได้แต่ต้องไม่เสียเกม
ทั้งนี้ คปภ. ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับความมั่นคงของระบบประกันภัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย และส่งเสริมความโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง เพราะเชื่อว่าครอบครัวที่เข้มแข็งจากการมีหลักประกันที่ดีจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย
