ประเทศไทยถดถอย วิกฤติซ้อนวิกฤติ เศรษฐกิจ + ผู้นำ
สภาพทั่วไปขณะนี้คนไทยไม่เชื่อมั่นต่ออนาคต ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลผสมที่รวมเสียงได้มากแต่มีแต่ข่าวกัดกันเอง มีแต่ข่าวปรับครม. สะท้อนความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นในคณะรัฐมนตรีก็ล้วนอุดมไปด้วย “นักกินเมือง” ที่คิดแต่แสวงหาประโยชน์เข้าตนเอง มองไปทางข้าราชการยุคนี้แทนที่จะตั้งใจทำงานบริการประชาชน หรือหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ทำหน้าที่ได้โดยไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก ล้วนหันไปสมทบนายทุนจ้องเก็บเงินทอนเรียกค่าคอมมิชชั่นจากการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย
วันนี้ประชาชนคนไทยจึงต้องพึ่งตนเองด้วยการประหยัด ใช้จ่ายให้น้อยเท่าที่จำเป็น พาครอบครัวไปเดินห้างสรรพสินค้าเพื่ออาศัยแอร์เย็นๆประหยัดค่าไฟฟ้าที่บ้านแต่ลดการช็อปปิ้ง รายได้ร้านค้าจึงลดลงทั่วหน้า รายไหนสู้ค่าเช่าไม่ไหวก็ต้องปิดตัว ร้านห้องแถวปิดป้ายขาย/ให้เช่าเต็มไปทุกหัวระแหง แม้แต่ร้านค้าริมถนนที่จ่ายแค่เทศกิจก็ยังเจ๊ง ยุคตกต่ำ หนี้สินเพิ่ม บางคนหมดหนทางดิ้นรถเอาชีวิตรอดด้วยการจี้ปล้นร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ธนาคาร กลายเป็นข่าวรายวัน
รัฐบาลที่เคยคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แค่แจกเงินหัวละหมื่น จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ผลาญเงินไปหลายแสนล้านแบบเปล่าประโยชน์ เมื่อรู้ว่าไม่ได้ผลก็คิดใหม่จะเอาโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ แทรกด้วย “บ่อนกาสิโน” มาหวังปั่นหัวว่าจะบูมเศรษฐกิจหลอกลวงประชาชน แต่สมัยนี้คนรู้ทันเยอะกระแสต่อต้านสูง เลยคิดใหม่จะกู้เงินอีก 5 แสนล้าน จะเพิ่มเพดานหนี้ทะลุ 70% ซึ่งยังไร้แผนขาดความชัดเจนว่ากู้แล้วจะเอาไปผลาญยังไงต่อ
แค่สภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ติดหล่มการเมืองมายาวนานนับสิบปีก็เหนื่อยแล้ว ขณะนี้ยังจะถูกซ้ำเติมจาก “สงครามการค้า” ที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาโดยผู้นำที่บ้าคลั่งอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนตั้งกำแพงภาษีกับทั่วโลก โดยเฉพาะการจงใจเล่นงานสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สหรัฐฯมองว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคง
อเมริกาตั้งกำแพงกั้นจีนไว้สูงลิ่ว 145% จีนตั้งกลับ 125% ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ เกมนี้จีนตั้งใจลากยาว เพราะจีนบอกเอาไว้แล้วว่าไม่ต้องการทำสงครามแต่ก็พร้อมจะรบถึงที่สุด เมื่อทรัมป์ทำเป็นกร่างหาเรื่องกดดัน สี จิ้นผิง ผู้นำจีนจึงโบกสะบัดธงแดงสั่งทุกหน่วยงานเดินหน้าชนเต็มกำลัง
นอกจากเพิ่มอัตราภาษีตอบโต้เหมือนเสริมกำแพงเมืองจีนสู้แล้ว ยังงัดกลศึกที่ทำให้ทรัมป์จุกอก อาทิ งดซื้อเครื่องบินโบอิ้งของสหรัฐฯที่สั่งเอาไว้เกือบ 200 ลำ งดนำเข้าเนื้อหมูทุกชนิกจากสหรัฐฯ งดส่งออกแร่หายากแก่ภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ แถมยังประกาศด้วยว่าประเทศไหนไปสุมหัวกับสหรัฐฯเล่นงานการค้าจีน จะเจอจีนตอบโต้กลับอย่างไม่ปราณี
สงครามภาษีของทรัมป์นอกจากเล็งเป้าจีนแล้วยังเล็งมายัง “อาเซียน”ด้วย เชื่อว่าเจตนาตีวัวกระทบคราดจีน เพราะปัจจุบันอาเซียนคือแหล่งลงทุนของจีน ถูกมองเป็นเขตอิทธิพลของจีน เป็นแหล่งผลิตสินค้าจีนส่งออกไปขายสหรัฐฯ จึงต้อง “ทุบหม้อข้าว” ด้วยการตั้งภาษีเอาไว้สูงมากเพื่อกดดันให้เข้าไปเจรจา ไทยเองโดน 37% เท่านั้นยังไม่พอสหรัฐฯยังแยกประกาศภาษีนำเข้าแผงโซลาเซลส์จากกลุ่มชาติอาเซียนกว่า 3,521 % ไทยที่เคยโดนแล้วยังโดนอีก 375 % ด้วยข้อหาเป็นสินค้าจีนที่แอบแฝงส่งไปสหรัฐฯ
ไทยที่เคยเป็นดาวเด่นของอาเซียน กำลังจะกลายเป็น “ดาวร่วง” เพราะถูกประเมินจากหลายองค์กรพร้อมๆกันว่าโตต่ำในกลุ่มอาเซียน เริ่มตั้งแต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองกลุ่มประเทศ ASEAN-5 (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย) ว่าจะเติบโต 4.0% ในปี 2568 ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.6% ส่วนปี 2569 จะเติบโตได้ 3.9% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.5%
IMF มองประเทศไทยในปี 2568 ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 1.8% ลดลงมากจากคาดการณ์เดิมที่ 2.9% และในปี 2569 จะลดลงอีกเหลือ 1.6%
ต่อมาธนาคารโลก (World Bank) ได้ประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2568 ว่าจะลดลงเหลือเพียง 1.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 2.9% ส่วนปี 2569 ก็ปรับลดเหลือ 1.8% จากเดิมที่ 2.7% โดยธนาคารโลกระบุว่าไทยเติบโตที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนไม่นับรวมเมียนมา สิงคโปร์ และบรูไน
ล่าสุดบริษัทจัดอันดับเครดิต มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยลงสู่มุมมอง “เชิงลบ”จากเดิมที่มีเสถียรภาพแม้ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ Baa1 โดยมองว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและสถานะการคลังเริ่มอ่อนแอลง
การที่สามองค์กรยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจประเมินประเทศไทยในทิศทางเดียวกันว่า “อนาคตไม่สดใส”ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับความรู้สึกของประชาชนคนไทยที่เป็นเช่นนี้มาพักใหญ่ แต่อาจจะไม่สบอารมณ์นักการเมืองและพข้าราชการที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจแล้วชอบปั้นตัวเลขสวยๆมาออกข่าวหลอกชาวบ้านว่าส่งออกดี เศรษฐกิจกำลังไปได้สวย
ประเทศไทยเราเคยผ่านวิกฤติมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ในยามยากยามลำบากหากได้ผู้นำประเทศที่ดีมีความสามารถ ประชาชนจะเกิดศรัทธาร่วมเดินหน้าต่อสู้ปัญหาตามทิศทางที่ผู้นำชี้เป้าหมาย
แต่ประเทศไทยยามนี้อยู่ในภาวะ “วิกฤติผู้นำ” มีกี่คนที่เชื่อมั่นในฝีมือของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งคนทั้งเมืองเข้าใจตรงกันว่าขึ้นมาได้ด้วยบารมีพ่อ ขึ้นมาด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่บีบบังคับให้ต้องรับตำแหน่งก่อนเวลาอันควรทั้งๆที่ควรต้องบ่มเพาะประสบการณ์ทางการเมืองอีกนาน จึงบริหารด้วยความคิดเห็นคนรอบข้าง บริหารด้วยแท็บเลตประจำตัวที่ต้องมีบทกำกับ
ช่างน่าวังเวงกับอนาคตประเทศไทย
*****************
