ทุนจีนไม่เทา…แต่กระดำกระด่าง
“อย่าเรียกจีนเทา”
ประโยคนี้คือสารสำคัญที่ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย พยายามสื่อสารต่อสังคมไทย พร้อมยืนยันว่าการใช้คำดังกล่าวเป็นการเหมารวมคนจีนจำนวนมากที่เข้ามาลงทุน ทำธุรกิจ และสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งการนำเงินลงทุนเข้าประเทศ การสร้างโรงงาน การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับอุตสาหกรรมไทย
ในหลักการไม่มีใครปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ เพราะช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดเกือบจะทุกภาคของเศรษฐกิจ ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน ภาคบริการ และการศึกษา นักลงทุนจีนจำนวนมากดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่ช่วยให้ประเทศไทยยังรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคไว้ได้
แต่สิ่งที่น่าสังเกตุคือเหตุใดคำร้องขอให้เลิกใช้คำว่า “จีนเทา” จึงไม่ทำให้กระแสสังคมไทยเบาลง ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้ผู้คนหยิบยกเหตุการณ์ต่างๆที่สะสมมาหลายปีมาพูดถึงอย่างกว้างขวางกว่าเดิม
เหตุผลไม่ใช่เพราะสังคมไทยรังเกียจคนจีน หากเพราะสังคมไทยเริ่มรับไม่ได้ต่อการกระทำผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงกับนักลงทุนหรือเครือข่ายธุรกิจจากจีนบางส่วนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดคำถามว่า “คนจีนไม่เห็นหัวคนไทยหรือยังไง ทำไมมาทำการค้าการลงทุนในไทยแต่ไม่เคารพกฎหมายไทย”
หลายปีที่ผ่านมามีคดีเกี่ยวกับโรงงานรีไซเคิล โรงงานหลอมโลหะ โรงแต่งแร่ และโรงงานแปรรูปของเสียที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเข้าข่าย “โรงงานเถื่อน”ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขใบอนุญาตในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ บางแห่งเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรมและขยะจากจีน เอาเข้ามาคัดแยกเอาวัตถุดิบที่มีมูลค่ากลับไปขาย ส่วนของเสียที่เหลือถูกทิ้งเอาไว้ในประเทศไทยส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และสุขภาพของตนในพื้นที่
กรณีที่เพิ่งเป็นข่าวและประจานผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนคือเหตุการณ์ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อฝนตกหนักจนกำแพงพังแล้วปรากฏเศษโฟมจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่หมู่บ้าน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ภาพที่ปรากฏในสื่อทำให้เกิดคำถามทันทีว่า โรงงานดังกล่าวได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ มีการควบคุมของเสียอย่างไร และเมื่อเกิดความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านเช่นนี้ใครคือผู้รับผิดชอบเมื่อนักลงทุนจีนเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปแล้ว
ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่เพียงด้านสิ่งแวดล้อม ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ “นอมินี”จ้างคนไทยขายชาติออกหน้าถือครองกิจการแทน มีการประกอบธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทย มีการหลีกเลี่ยงภาษี และการฝ่าฝืนกฎหมายโรงงาน ฯลฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานของรัฐได้เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีในหลายกรณี แม้จะไม่อาจสรุปได้ว่าทุกกิจการจากจีนกระทำผิด แต่การพบคดีลักษณะคล้ายกันอย่างต่อเนื่องย่อมทำให้คนไทยมองรวมคนกลุ่มนี้ว่าไม่ขาวแบบใสสะอาด ไม่ดำแบบอิทธิพลมืด แต่คือ “จีนเทา” ที่ทำตัวครึ่งๆกลางๆ
แน่นอนว่าจะโยนความผิดทั้งหมดไปยังนักลงทุนสีเทาก็ไม่ถูกต้อง เพราะหากไม่มีช่องโหว่ของระบบราชการ ไม่มีการปล่อยปละละเลย หรือไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่รับผลประโยชน์โดยมิชอบ การกระทำผิดจำนวนมากย่อมเกิดขึ้นได้ยาก การบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน การตรวจสอบที่ล่าช้า และการดำเนินคดีที่ไม่เด็ดขาด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหายืดเยื้อ
ในมุมนี้ คำว่า “จีนเทา” จึงสะท้อนความรู้สึกของสังคมที่ต้องการอธิบายพฤติกรรมของเครือข่ายธุรกิจบางส่วนซึ่งถูกกล่าวหาว่าอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอเพื่อแสวงหาประโยชน์ ไม่ใช่คำที่ควรใช้เรียกผู้ประกอยการชาวจีนทุกคนที่เข้ามาลงทุนในไทย เพราะเชื่อว่านักลงทุนจีนส่วนใหญ่ทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและให้ความเคารพกฎหมายไทย
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดช่วงการผลักดันนโยบายดึงดูดการลงทุนในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศมากเกินไปหรือไม่ หากแต่คือไทยมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพียงพอหรือยัง การแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนไม่ควรหมายถึงการลดมาตรฐานการตรวจสอบหรือการบังคับใช้กฎหมาย เพราะต้นทุนที่แท้จริงสุดท้ายกลับตกอยู่กับประชาชนในรูปของสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ
ประเด็นนี้ยังสะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือประสิทธิผลของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาล คสช.ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน มีธรรมาภิบาล มีความสามารถในการแข่งขัน หากแต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยกลับตกอยู่ในวังวนของการทุจริตคอรัปชั่นที่หนักหนาสาหัสย ระบบราชการที่ถูกครอบงำจากนักการเมือง และการแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจของต่างชาติจนผู้ประกอบการไทยกลายเป็นเป็ดง่อยที่เดินไม่ไหวบินไม่ได้
รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจให้เหตุผลว่าปัญหาหลายด้านเป็นมรดกที่สั่งสมมาจากรัฐบาลก่อน แต่การอธิบายเช่นนั้นไม่อาจเป็นคำตอบได้ตลอดไป เพราะประชาชนไม่ได้คาดหวังเพียงการชี้ว่าปัญหาเริ่มต้นเมื่อใด หากคาดหวังว่ารัฐบาลจะเร่งปิดช่องโหว่ บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม และจัดการกับผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ
ท้ายที่สุดแล้ว สังคมไทยไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งกับประชาชนชาวจีน และไม่ได้ปฏิเสธการลงทุนจากจีน ประเทศไทยยังต้องการเงินลงทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือทางเศรษฐกิจจากทุกประเทศ รวมถึงจีน แต่สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือการลงทุนที่อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน และความรับผิดชอบต่อสังคมเดียวกัน
เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่คนจีนหากแต่คือ “คนที่ทำผิดกฎหมาย” และ “เจ้าหน้าที่รัฐ”ที่ปล่อยให้การทำผิดดำรงอยู่ได้
หากรัฐบาลจีนมีความจริงใจที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่ผู้นำสองประเทศเคยลงนามกันไว้ ฝ่ายจีนมีขีดความสามารถในการคัดกรองบุคคลทุกระดับที่จะเดินทางเข้าไทยได้ เพื่อลดปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำแทนการไล่ตรวจคนทำผิดที่ปลายทาง
ส่วนรัฐบาลไทยก็สมควรทบทวนเรื่อง “ฟรีวีซ่า” ที่หวังสร้างยอดจำแลงและรายได้ทิพย์จากนักท่องเที่ยวจีน ที่สุดท้ายต้องมาตามล้างตามเช็ดกันไม่จบสิ้น และบิ๊กหนู-อนุทิน ต้องแสดงความเป็นผู้นำถือธงนำหน้าในกวาดล้างข้าราชการที่ทำมาหากินกับทุนจีนที่ทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ตั้งกรรมการสอบแบบลูบหน้าปะจมูกอย่างที่นักการเมืองชอบทำ
ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เอาจริงกับเรื่องนี้คำว่า “จีนเทา”ก็จะยังถูกเรียกต่อไปเพราะความกระดำกระด่างที่เคยซ่อนไว้นั้นกลบไม่มิด นับวันจะกินตัวและโผล่ให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

