ทำไมฮิตจัง! ซีรีส์แนวตั้งจีน
หากเมื่อสิบปีก่อนมีใครบอกว่า วันหนึ่งผู้คนจะยอมจ่ายเงินเพื่อดูละครที่มีความยาวตอนละเพียง 1-2 นาที หลายคนคงหัวเราะว่าเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะภาพจำของ“ละคร”คือการนั่งดูหน้าจอทีวีหลังข่าวภาคค่ำ หรืออย่างน้อยก็เป็นซีรีส์ที่มีความยาวตอนละ 40-60 นาทีบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ “ซีรีส์แนวตั้งจีน” หรือ Vertical Drama กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และประเทศไทยก็กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ตอบรับกระแสดังกล่าวอย่างร้อนแรง
เพียงเลื่อนหน้าจอใน TikTok, Facebook Reels, YouTube Shorts หรือแอปพลิเคชันเฉพาะทาง ทุกคนก็สามารถติดตามละครที่ดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วตอนละไม่ถึง 2 นาที แต่สามารถสร้างความสนใจชวนติดตามให้ต้องกดดูตอนถัดไปจนจบเรื่อง ความสำเร็จของซีรีส์แนวตั้งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเป็นเพียงละครสั้น หากแต่เป็นการออกแบบความบันเทิงใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ยุคสมาร์ตโฟน
ตลาดซีรีส์แนวตั้งของจีนเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากบริษัทผู้ผลิตจำนวนมากหันมาลงทุนในคอนเทนต์ประเภทนี้อย่างจริงจัง จีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือมากกว่าหนึ่งพันล้านคน และเป็นประเทศที่ระบบการชำระเงินออนไลน์ฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน การกดจ่ายเงินเพื่อปลดล็อกตอนต่อไปจึงเป็นเรื่องปกติ โมเดลธุรกิจแบบ “ดูฟรีช่วงแรก แล้วจ่ายเมื่ออยากรู้ต่อ” สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับผู้ผลิตในจีนจนถูกนำไปขยายตลาดในหลายประเทศรวมถึงไทยที่คุ้นชินกันหนังจีน
ในช่วงแรกๆ ซีรีส์แนวตั้งหลายเรื่องอาจดูคล้าย “ละครคุณธรรม” ที่ใช้ต้นทุนต่ำ ฉากไม่กี่ฉาก นักแสดงไม่กี่คน บทเรียบง่ายเน้นการสั่งสอนหรือหักมุม ผู้ชมดูฟรีประมาณ 5-6 ตอนแรก จากนั้นระบบจะชวนสมัครสมาชิกหรือซื้อเหรียญเพื่อปลดล็อกตอนถัดไป โมเดลนี้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเพราะผู้ชมที่ติดตามเรื่องราวจนเกิดอารมณ์ร่วมจนยอมจ่ายเงินซึ่งคิดว่าราคาถูกเพื่อรู้ตอนจบ
แต่เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้นผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ บางแพลตฟอร์มเปิดให้ดูฟรีตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อสร้างฐานผู้ชมแล้วหารายได้จากโฆษณาแทน ขณะที่บางแห่งยังคงใช้ระบบเสียเงิน แต่เพิ่มคุณภาพงานสร้างจนผู้ชมรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ซีรีส์แนวตั้งจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่ละครคุณธรรมอีกต่อไป ปัจจุบันแทบทุกแนวที่เคยได้รับความนิยมในซีรีส์จีนขนาดยาว ถูกย่อส่วนลงมาอยู่ในรูปแบบแนวตั้งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแนวย้อนยุค ทะลุมิติ ย้อนเวลา วันสิ้นโลก แฟนตาซี สืบสวน โรแมนติก ดราม่าครอบครัว แอ็กชัน หรือแม้แต่เรื่องราวของมหาเศรษฐีที่ปลอมตัวเป็นคนจน การแก้แค้น การกลับชาติมาเกิด หรือพระเอกนางเอกที่เริ่มต้นจากศูนย์ก่อนสร้างอาณาจักรธุรกิจ ทุกอย่างถูกเล่าอย่างรวดเร็ว กระชับ และชวนติดตามต่อเนื่อง
จุดแข็งสำคัญของละครแนวนี้อยู่ที่การตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ไม่มีฉากเดินเล่น ไม่มีบทสนทนายืดยาว ไม่มีการปูเรื่องเป็นสิบตอน ทุกฉากต้องมีหน้าที่ผลักดันเรื่องราว หากฉากใดไม่สร้างความสงสัยไม่สร้างอารมณ์หรือไม่ทำให้ผู้ชมอยากดูต่อฉากนั้นก็จะถูกตัดทิ้ง วิธีคิดแบบนี้แตกต่างจากละครโทรทัศน์ไทยที่ยังยึดติดกับโครงสร้างเดิมความยาวตอนละเกือบหนึ่งชั่วโมง มีการย้อนเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีโฆษณาคั่นเป็นระยะ จังหวะการเล่าเรื่องจึงช้ากว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว กระชับ ฉับไว
ความเปลี่ยนแปลงอีกด้านที่น่าจับตาคือการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ Ai เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต หากย้อนกลับไปเมื่อสองหรือสามปีก่อนภาพที่สร้างด้วย Ai ยังดูแข็งกระด้าง สีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ การเคลื่อนไหวสะดุด แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสร้างวิดีโอด้วย Ai พัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตส่วนใหญ่ใช้ Ai ในการสร้างฉาก สร้างตัวละคร หรือใช้คนจริงแสดงแต่เอาหน้า Ai มารีทัชใสแทนหน้าพระเอก-นางเอก เพื่อให้ดูสวยหล่อ ไปจนถึงใช้Ai สร้างละครทั้งเรื่องตามจินตนาการ ทำให้ต้นทุนลดลงอย่างมากสามารถผลิตผลงานได้รวดเร็วและหลายเรื่อง
เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า ความละเอียดของภาพก็ดีขึ้น ซับไตเติ้ลภาษาไทยก็ไม่ใช่ “ซับนรก” ที่แปลผิดๆ ถูกๆ อย่างช่วงเริ่มต้น ทุกวันนี้หลายแพลตฟอร์มลงทุนด้านการแปลมากขึ้นทำให้ผู้ชมชาวไทยสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ดีกว่าเดิมส่งผลให้ฐานผู้ชมชาวไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามความสำเร็จของซีรีส์แนวตั้งจีนไม่ได้เกิดจากรูปแบบการเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากเนื้อหาที่สามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ชมได้ดี โดยเฉพาะละครย้อนยุคจำนวนมากที่นำเสนอภาพชีวิตของคนธรรมดาในสังคมจีนโบราณ ผู้ชมได้เห็นครอบครัวที่ยากจน การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากการอดตาย การแข่งขันทางการค้า ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น การเริ่มต้นจากศูนย์ และการต่อสู้เพื่อสร้างฐานะ ฯลฯ เรื่องราวเหล่านี้แม้จะผ่านการแต่งเติมเพื่อความบันเทิงแต่ก็สะท้อนภาพบางส่วนของสังคมจีนในแต่ละยุคสมัยผ่านงานสร้าง
นอกจากนั้นซีรีส์แนวตั้งจีนยังแทรกวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเข้าไปในเรื่องอย่างแนบเนียน ตั้งแต่อาหาร การกิน การแต่งกาย พิธีกรรม การเคารพผู้ใหญ่ ระบบครอบครัว ไปจนถึงพฤติกรรมที่ผู้ชมต่างชาติมองว่าเป็นเอกลักษณ์ เช่น การถกเถียงเสียงดังระหว่างตัวละคร ความหลงใหลในอาหารบางประเภท การยกย่องคนที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจหรือมีตำแหน่งทางสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะสะท้อนคนจีนทั้งหมดแต่ทำให้ผู้ชมต่างชาติได้เข้าใจสังคมจีนมากขึ้น
ที่น่าสนใจคือ แม้ละครจีนจะเต็มไปด้วยการแข่งขัน การแก้แค้น และการชิงไหวชิงพริบ แต่ตอนจบของเรื่องจำนวนไม่น้อยกลับพยายามส่งสารเรื่องคุณธรรม ความกตัญญู ความรับผิดชอบต่อครอบครัว การตอบแทนผู้มีพระคุณ การเสียสละเพื่อส่วนรวม หรือแม้แต่การทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง แนวคิดเช่นนี้สอดคล้องกับค่านิยมที่รัฐบาลจีนส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ชมจำนวนมากรู้สึกว่าละครเหล่านี้ให้อะไรมากกว่าความบันเทิงเพียงอย่างเดียว
เมื่อหันกลับมามองละครไทยที่นับวันผู้ชมน้อยลงขณะเดียวกันกลับย้ายไปดูซีรีส์จีนมากขึ้น คำตอบอาจอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่าคุณภาพของละครเพียงด้านเดียว คนไทยใช้เวลาอยู่กับสมาร์ตโฟนหลายชั่วโมงต่อวัน การเสพคอนเทนต์จึงเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ระหว่างพักเที่ยง หรือก่อนนอน ผู้ชมต้องการความบันเทิงที่หยิบขึ้นมาดูได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอเวลาออกอากาศทางโทรทัศน์เหมือนในอดีต
ขณะเดียวกันละครไทยจำนวนหนึ่งยังคงยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิม ไม่ว่าจะเป็นดราม่าในครอบครัวระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ ความรักสามเส้า หรือยุคนี้ต้องมีชายรักชาย หยิงรักหญิง แม้จะยังมีค่ายละครที่ตั้งใจสร้างผลงานคุณภาพ แต่ภาพรวมของละครไทยกลับเผชิญความท้าทายในการดึงดูดผู้ชมวัยใหม่ ซึ่งมีตัวเลือกมากกว่าที่เคย ทั้งซีรีส์เกาหลี ซีรีส์จีน ภาพยนตร์ และคอนเทนต์สั้นจากทั่วโลก
“ซีรีส์แนวตั้งจีน” ไม่ได้เป็นศัตรูของละครไทย หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่ารูปแบบการผลิตและการรับชมกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หมดยุค“ละครน้ำเน่า” ที่มอมเมาให้คนไทยเฝ้าดูหน้าจอ แต่ควรเรียนรู้วิธีคิดใหม่ในการนำเสนอสิ่งที่ผู้ชมยุคนี้ต้องการ
—

