‘ทรงพล’ ชูบทบาทธนาคารเพื่อสังคม หนุนเศรษฐกิจฐานราก
การเปลี่ยนผ่านของผู้นำองค์กรการเงินของรัฐครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนที่ 18 อย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสถาบันการเงินของรัฐที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี
ซึ่งการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มีนาคม 2569 ได้มีการวางกรอบและทิศทางของยุทธศาสตร์ใหม่ของ “ออมสิน” ที่ต้องเดินหน้าควบคู่ระหว่าง “บทบาทเพื่อสังคม” และ “ความแข็งแกร่งทางการเงิน” ให้สมดุลมากยิ่งขึ้น
โปรไฟล์นักการเงินสายบริหารความเสี่ยง
คุณทรงพลถือเป็นผู้บริหารที่คร่ำหวอดในแวดวงการเงินการธนาคาร ผ่านประสบการณ์บริหารงานทั้งในสายงานสินเชื่อ การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลกิจการ ทำให้เข้าใจทั้ง “มิติธุรกิจ” และ “มิติภารกิจรัฐ” อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์กลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก กลุ่มอาชีพอิสระ และประชาชนฐานรากที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ
สำหรับเส้นทางอาชีพของ ”คุณทรงพล” จัดว่าเข้มข้นในแวดวงการเงิน ทั้งในภาคธนาคารพาณิชย์และกองทุนขนาดใหญ่ระดับประเทศ ก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งรับผิดชอบดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณของข้าราชการหลายล้านราย การบริหารพอร์ตการลงทุนขนาดมหาศาลภายใต้สภาวะตลาดผันผวน ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่มีความเข้าใจเชิงลึกด้านการบริหารความเสี่ยง การจัดสรรสินทรัพย์ และธรรมาภิบาลการลงทุน
ก่อนหน้านั้นยังเคยมีบทบาทสำคัญในสถาบันการเงินชั้นนำ อาทิ ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่หล่อหลอมประสบการณ์ทั้งด้านสินเชื่อองค์กร การบริหารพอร์ตสินเชื่อรายย่อย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสมัยใหม่
ขณะที่พื้นฐานการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเงิน (MBA) จากสหรัฐอเมริกา เสริมความแข็งแรงด้านวิชาการให้กับประสบการณ์ภาคปฏิบัติที่ยาวนาน ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “นักการเงินสายเทคนิค” ที่สามารถอ่านเกมเศรษฐกิจมหภาคควบคู่กับการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ได้อย่างรอบด้าน
ภารกิจหนักท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบาง
โจทย์สำคัญที่รออยู่เบื้องหน้าผู้อำนวยการคนใหม่ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ออมสิน ในฐานะธนาคารของรัฐมีบทบาทพิเศษมากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เพราะต้องทำหน้าที่เป็นกลไกทางนโยบาย (Policy Bank) สนับสนุนมาตรการรัฐ ทั้งการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และการพยุงเศรษฐกิจฐานราก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ออมสินมีบทบาทอย่างโดดเด่นในการอัดฉีดสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีและประชาชนรายย่อยในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ขณะเดียวกัน การขยายสินเชื่อเชิงสังคมก็ย่อมต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์
ดังนั้นการเข้ามาของ”คุณทรงพล” จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วย “จัดระเบียบพอร์ต” ให้มีความสมดุลมากขึ้น ลดแรงกดดันจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) พร้อมยกระดับมาตรฐานบริหารความเสี่ยงให้ใกล้เคียงสถาบันการเงินเชิงพาณิชย์
อีกประเด็นหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงินของธนาคารรัฐทุกแห่ง หากดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง การบริหารส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) จะยิ่งท้าทายมากขึ้น
ออมสินในบทบาท “Social Bank” ยุคใหม่
ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Social Bank” ออมสินต้องทำมากกว่าการรับฝาก–ปล่อยกู้ แต่ต้องเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งแต่โครงการสินเชื่อสร้างงาน สินเชื่ออาชีพ ไปจนถึงโครงการพัฒนาวินัยการออมในกลุ่มเยาวชน
“คุณทรงพล” มีจุดแข็งจากประสบการณ์บริหารกองทุนขนาดใหญ่ ซึ่งต้องเน้นความโปร่งใสและผลตอบแทนระยะยาว จึงอาจเห็นการปรับกระบวนการภายในองค์กรให้กระชับ มีประสิทธิภาพ และยึดหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นอีกสนามสำคัญ ออมสินแม้มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศ แต่การแข่งขันจากฟินเทคและธนาคารดิจิทัลกำลังเร่งตัว หากไม่เร่งพัฒนาระบบบริการออนไลน์ให้ทันสมัย ก็อาจเสียโอกาสในกลุ่มคนรุ่นใหม่
การผลักดันแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และลดต้นทุนการให้บริการ จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ และช่วยให้ภารกิจเพื่อสังคมดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน
สมดุลระหว่าง “ภารกิจรัฐ” กับ “ความยั่งยืนองค์กร”
หัวใจของความท้าทายอยู่ที่การรักษาสมดุล ออมสินต้องสนับสนุนนโยบายรัฐ แต่ก็ต้องรักษาฐานะการเงินให้มั่นคง ไม่กลายเป็นภาระทางการคลังในระยะยาว บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า ธนาคารของรัฐที่ขาดวินัยทางการเงิน อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องหรือทุนในอนาคต
ดังนั้น การกำหนดกรอบบริหารสินเชื่ออย่างรอบคอบ การติดตามคุณภาพลูกหนี้อย่างใกล้ชิด และการจัดสรรเงินสำรองอย่างเหมาะสม จะเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จของผู้อำนวยการคนใหม่ “คุณทรงพล” จึงไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อ “สานต่อ” แต่ต้อง “ปรับจูน” ทิศทางองค์กรให้ทันกับโลกการเงินที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งในมิติเทคโนโลยี กฎเกณฑ์กำกับดูแล และความคาดหวังของประชาชน
เดิมพันชื่อชั้นในฐานะผู้นำองค์กรใหญ่
การก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการออมสิน ถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของทรงพล เพราะนี่คือหนึ่งในสถาบันการเงินของรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ มีสินทรัพย์หลายล้านล้านบาท และมีสาขากระจายทั่วทุกภูมิภาค
ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในตำแหน่งนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และเส้นทางอาชีพในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน สายตาจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ต่างจับจ้องถึงแนวทางการบริหารว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “ความเป็นธนาคารของประชาชน” กับ “ความแข็งแรงทางการเงิน” ได้เพียงใด
ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง บทบาทของธนาคารรัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และการมาของทรงพลอาจเป็นหมากตัวสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของออมสิน
โจทย์ใหญ่จึงไม่ได้อยู่แค่การเติบโตของตัวเลขสินเชื่อหรือกำไรสุทธิ แต่อยู่ที่การทำให้ออมสินเป็น “สถาบันการเงินเพื่อสังคมที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง
ทั้งนี้หากทำได้สำเร็จ ชื่อของ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” อาจถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ “ออมสิน” ว่า เป็นผู้บริหารที่พาองค์กรก้าวผ่านยุคผันผวน และวางรากฐานใหม่ให้ธนาคารรัฐยืนหยัดอย่างมั่นคงในศตวรรษที่สองของการดำเนินงาน
ซึ่งการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการคนที่ 18 ของคุณทรงพล จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร แต่เป็นจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อขององค์กรการเงินรัฐขนาดใหญ่ ที่ต้องรับมือความท้าทายเศรษฐกิจรอบใหม่ ภายใต้ความคาดหวังของประชาชนหลายล้านบัญชี
และท่ามกลางคลื่นลมเศรษฐกิจที่ยังไม่สงบ เส้นทางของ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” บนเก้าอี้ผู้อำนวยการออมสิน จะพิสูจน์ว่า ธนาคารของรัฐจะยังคงเป็นเสาหลักพยุงเศรษฐกิจฐานราก และสร้างโอกาสให้คนตัวเล็กในสังคมไทยได้มากเพียงใด คงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในห้วงเวลาต่อจากนี้
