สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

ตรวจภาวะมีบุตรยากเริ่มต้นเมื่อไร? ควรรู้ก่อนวางแผนครอบครัว

 ตรวจภาวะมีบุตรยากเริ่มต้นเมื่อไร? ควรรู้ก่อนวางแผนครอบครัว

สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนมีบุตร การตั้งครรภ์อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติที่ควรจะเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ในความเป็นจริง คู่สมรสจำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญกับความยากลำบากในการมีลูก ด้วยเหตุนี้ การตรวจภาวะมีบุตรยาก จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือพยายามมีลูกมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า ตรวจภาวะมีบุตรยากควรเริ่มเมื่อไร และเหตุผลว่าทำไมคุณควรเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อโอกาสในการตั้งครรภ์ที่มากขึ้น

ภาวะมีบุตรยากคืออะไร?

ภาวะมีบุตรยาก (Infertility) หมายถึง การที่คู่รักมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอโดยไม่คุมกำเนิดเป็นเวลานานกว่า 1 ปี แล้วไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ สำหรับผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี หากพยายามมีลูกนานเกิน 6 เดือนแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ก็จัดอยู่ในกลุ่มที่ควรเข้ารับการตรวจภาวะมีบุตรยากทันที

ตรวจภาวะมีบุตรยากควรเริ่มเมื่อไร?

  1. หลังจากพยายามมีบุตรมา 1 ปี (หรือ 6 เดือน หากอายุมากกว่า 35 ปี)
     นี่คือเกณฑ์มาตรฐานสากลที่แพทย์แนะนำ หากคู่รักมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ใช้การคุมกำเนิด แต่ยังไม่ตั้งครรภ์ภายในระยะเวลาดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจทันที
  2. มีประวัติหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก
     เช่น เคยแท้งหลายครั้ง มีประจำเดือนผิดปกติ เคยผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน มีโรคประจำตัวอย่างเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือในกรณีของผู้ชายที่มีอัณฑะเล็ก การหลั่งผิดปกติ หรือมีประวัติเคยติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  3. วางแผนมีลูกเมื่ออายุเกิน 35 ปี (หญิง)
     อายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการตั้งครรภ์ หากคุณอยู่ในวัย 35 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจตั้งแต่เริ่มวางแผนมีบุตร เพื่อประเมินคุณภาพไข่และวางแผนรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนของการตรวจภาวะมีบุตรยาก

  1. ซักประวัติสุขภาพและตรวจร่างกาย
     แพทย์จะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับรอบเดือน ประวัติทางการแพทย์ และพฤติกรรมทางเพศ
  2. ตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมน (ฝ่ายหญิง)
     เพื่อตรวจสอบการทำงานของรังไข่ และสภาพของมดลูกในแต่ละช่วงรอบเดือน
  3. อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด
     ใช้ประเมินจำนวนฟอลลิเคิล (ถุงไข่) และตรวจความผิดปกติในมดลูกหรือรังไข่
  4. การตรวจน้ำอสุจิ (ฝ่ายชาย)
     วิเคราะห์ปริมาณ ความเข้มข้น รูปร่าง และการเคลื่อนไหวของอสุจิ
  5. การฉีดสีดูท่อนำไข่ (HSG)
     เพื่อตรวจดูว่าท่อนำไข่ตีบหรืออุดตันหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการมีบุตรยากในฝ่ายหญิง

ตรวจภาวะมีบุตรยากช่วยให้วางแผนครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น

การตรวจแต่เนิ่น ๆ ทำให้คู่รักสามารถรับรู้ถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขได้อย่างตรงจุด ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังสามารถวางแผนทางเลือกอื่น ๆ เช่น การกระตุ้นไข่ การทำ IUI หรือ IVF ได้อย่างเหมาะสม

การตรวจภาวะมีบุตรยาก ไม่ใช่เรื่องที่ควรรอให้ถึง “ปัญหา” แล้วค่อยตรวจ แต่เป็นกระบวนการสำคัญที่ควรทำทันทีเมื่อเริ่มวางแผนครอบครัว โดยเฉพาะในคู่รักที่พยายามมีบุตรมาเกิน 6-12 เดือน หรือมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ การรู้เร็ว วินิจฉัยเร็ว ย่อมเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์และมีครอบครัวที่สมบูรณ์ในอนาคต

admin

น่าสนใจสำครับคุณ