‘ดีอี’! ปรับเกณฑ์ TH-AI Passport สกัดครหา ‘ล็อกสเปก-เอื้อทุน’
กระทรวงดิจิทัลฯ นั่งไม่ติด! หลังเจอทัวร์ลงหนัก “พชร” ปลัดดีอี สั่งรื้อสัญญาคู่ค้า TH-AI Passport เข้าสู่โหมด “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” หวังลบข้อครหาเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน “สีน้ำเงิน”
ด้าน “ไชยชนก” ยันเดินหน้าต่อไม่สนเสียงวิจารณ์ ชี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานคนไทยต้องเข้าถึง AI ระดับโปร ขณะที่ “พรรคประชาชน” สับเละแค่พิธีกรรม ส่อแวว “เช่าจมูกคนอื่นหายใจ” ไม่ยั่งยืน
จากกรณีความขัดแย้งและข้อพิรุธในโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) จนกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงไอทีและการเมืองตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปรับเงื่อนไข “Pay per Use” หนีตาย Success Fee
ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ยอมรับข้อเสนอแนะและเตรียมนำไปเจรจากับคู่สัญญาเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินใหม่
โดยจากเดิมที่อาจถูกมองว่าเป็นการเหมาจ่ายตามกรอบโครงการ จะเปลี่ยนมาใช้หลักการ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Pay per Use) หรือสไตล์ Success Fee เพื่อไม่ให้รัฐต้องเสียเปรียบหากประชาชนเข้ามาใช้งานไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคนตามที่ตั้งไว้
“เราจะเจรจาแก้ไขสัญญาให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้จริงในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยยืนยันว่ากระบวนการต้องโปร่งใส หากพบการทุจริตพร้อมสั่งล้มโต๊ะยกเลิกโครงการทันที” นายพชร ระบุอย่างหนักแน่น” นายพชร กล่าว
ส่วนปมดราม่า TOR ที่กำหนดให้ประชาสัมพันธ์ผ่าน จอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 จอ นั้น ปลัดดีอีชี้แจงว่าเป็นเพียงส่วนย่อยมาก ใช้งบประมาณเพียง 900,000 บาท จากภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบอย่างทั่วถึง ไม่ได้มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้ร้านสะดวกซื้อค่ายใดเป็นพิเศษ
“ไชยชนก” ลุยต่อ! ชูโมเดลปลดล็อกทักษะแห่งอนาคต
ทางด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องชะลอโครงการ แม้จะมีกระแสตรวจสอบจากหลายฝ่าย โดยมองว่าโครงการนี้คือการลงทุนเพื่อสร้าง “ทุนมนุษย์” ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสังคมสูงวัยและแรงงานหดตัว ซึ่งจำเป็นต้องใช้ AI เข้ามาเพิ่มผลิตภาพ
“เราต้องการให้ AI เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทย ไม่ใช่สิทธิ์ของหน่วยงานราชการ สิทธิ์ทั้งหมด 5 ล้านสิทธิ์ต้องตกถึงมือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber ที่ต้องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ” นายไชยชนก กล่าว
พร้อมระบุว่าต้นทุนของโครงการเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าการไปซื้อ AI เชิงพาณิชย์ที่มีค่าใช้จ่ายกว่า 250 บาทต่อเดือนถึงเกือบ 10 เท่า
สับเละ! “พรรคประชาชน” จวกพิธีกรรม-ซื้อรองเท้าพรีเมียมแจก
อย่างไรก็ตาม ฟากฝั่ง นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านจาก พรรคประชาชน ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ในเวทีเสวนา ได้ออกมาถล่มโครงการนี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าเวทีรับฟังความเห็นเป็นเพียง “พิธีกรรม” เพราะรัฐบาลได้ลงนามในสัญญาไปเรียบร้อยแล้วก่อนจะจัดงาน
ทั้งนี้ได้มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสใน TOR ที่กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับงานต้องพร้อมให้บริการภายใน 30-90 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในโครงการระดับพันล้าน เว้นแต่จะมีการ “เซ็นวันนี้ ดีลตั้งแต่เมื่อวาน” หรือเตรียมการกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
“การทำโครงการนี้ไม่ต่างจากการซื้อรองเท้าพรีเมียมแจก 5 ล้านคู่ แล้วบอกว่าทุกคนจะมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงเราควรลงทุนสร้างศูนย์วิจัย พัฒนาระบบนิเวศ AI ของเราเอง ไม่ใช่เอาเงินภาษีไปอุดหนุนนายหน้าเพื่อซื้อของต่างชาติมาให้ใช้แบบใช้แล้วหมดไปภายในหนึ่งปี นี่คือการเช่าจมูกคนอื่นหายใจที่แท้จริง” นายธีระชาติ กล่าว
เจาะไส้ใน TH-AI Passport: Learn to Earn
สำหรับรายละเอียดของโครงการ TH-AI Passport นั้น ไม่ใช่เพียงการแจกไอดีใช้งานฟรี แต่มาพร้อมแพลตฟอร์มการเรียนรู้กว่า 130 หลักสูตร ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” โดยผู้ใช้งานจะต้องเข้าเรียนและทำภารกิจเพื่อสะสมเครดิตในการปลดล็อกเข้าถึงโมเดล AI ระดับ Pro และ Premium กว่า 30 โมเดลจาก 14 ค่ายชั้นนำ เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude Pro ซึ่งปกติมีค่าบริการรายเดือนสูงถึงเกือบ 1,000 บาท
ซึ่งเงื่อนไขผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมคือประชาชนชาวไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน (Verify ID) เพื่อป้องกันการใช้สิทธิ์ซ้ำและเพื่อให้สิทธิ์ตกถึงมือคนไทยจริง, ขณะที่ข้อมูลการใช้งานจะถูกจัดเก็บในประเทศไทยและประมวลผลแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) เพื่อนำไปพัฒนา Thai Model ของไทยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงดีอีจะยอม “ถอย” เพื่อปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาให้รัดกุมขึ้น แต่โครงการ TH-AI Passport ยังคงต้องเผชิญกับบทพิสูจน์เรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลถูกเพ่งเล็งเรื่องการใช้งบประมาณจาก กองทุน DE ท่ามกลางกระแสการเมืองที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจน
งานนี้ต้องรอดูว่าวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ประชาชนจะได้สัมผัสกับ “พาสปอร์ตดิจิทัล” ที่คุ้มค่าเงินภาษี หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ในระบอบสีน้ำเงินตามที่ฝ่ายค้านปรามาสไว้ หรือไม่ !!!
