สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

จีนคุมเข้มชายรักชาย ค่านิยม อุดมการณ์ ในยุควิกฤติประชากร

 จีนคุมเข้มชายรักชาย  ค่านิยม อุดมการณ์  ในยุควิกฤติประชากร

          แม้โลกจะก้าวหน้าไปสู่ยุคแห่งความหลากหลายทางเพศ  แต่จีนยังคงยึดมั่นกับค่านิยมแบบอนุรักษ์นิยมและอุดมการณ์ครอบครัวในแบบดั้งเดิม รัฐบาลจีนแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ส่งเสริม และพยายามควบคุมการแสดงออกของกลุ่มรักเพศเดียวกัน โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะและสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นชายรักชาย หญิงรักหญิง หรือกลุ่ม LGBTQIAN+ ทุกกลุ่ม แนวโน้มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการควบคุมทางวัฒนธรรม แต่สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของรัฐที่พยายามแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านโครงสร้างประชากรที่จีนกำลังเผชิญอยู่ในศตวรรษที่ 21

ปราบปรามด้วยค่านิยมจีน

          รัฐบาลจีนอ้างแนวคิด “ค่านิยมของสังคมนิยมแบบจีน”ซึ่งประกอบด้วยคำสำคัญ 12 คำ เช่น ความเจริญ ความปรองดอง ความซื่อสัตย์ ความรักชาติ และความสามัคคี ซึ่งกลายเป็นหลักการกำกับพฤติกรรมของประชาชน  ค่านิยมเหล่านี้ถูกตีความให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมครอบครัวจีนแต่โบราณที่กล่าวถึงการสืบทอดตระกูลด้วยการแต่งงานและการมีบุตร  ถึงขนาดหยิบยกให้ “การไม่มีบุตร” คือการแสดงความอกตัญญูต่อบรรพชน  การรักเพศเดียวกันจึงถูกมองว่าเบี่ยงเบนจากธรรมชาติและขัดต่อค่านิยมของสังคม

          นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา หน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานกำกับดูแลสื่อแห่งชาติ และกระทรวง ศึกษาธิการ เริ่มดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อควบคุมเนื้อหาเบี่ยงเบนในสื่อออนไลน์ รายการโทรทัศน์ นิยาย และการศึกษา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการแบน “นิยายวาย” หรือนิยายแนวชายรักชายที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น รวมถึงการลบตัวละคร LGBTQIAN+ ออกจากสคริปต์ภาพยนตร์หรือซีรีส์ก่อนอนุมัติออกอากาศอย่างเป็นทางการ

ปฏิเสธความหลากหลายทางเพศ

          แม้จีนจะยกเลิกกฎหมายที่เคยจัดให้คนรักเพศเดียวกันเป็นคนโรคจิตเวชตั้งแต่ปี 2001 แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าในเชิงกฎหมายที่จะรองรับสิทธิเสรีภาพของกลุ่ม LGBTQIAN+ อย่างเป็นทางการ เช่น การแต่งงานเพศเดียวกันไม่สามารถจดทะเบียนสมรส  คู่รักเพศเดียวกันไม่มีสิทธิรับบุตรบุญธรรม นอกจากนี้ยังไม่มีการออกกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อ “กลุ่มสีรุ้ง” อย่างชัดเจน

          ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ กฎหมายบางฉบับถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือควบคุมกลุ่มหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ เช่น กฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ ปี 2017 และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันเยาวชนจากสื่อที่ไม่เหมาะสม ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการลบเนื้อหาความหลากหลายทางเพศออกจากอินเทอร์เน็ต หรือบล็อกเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรักเพศเดียวกัน โดยกล่าวหาว่ามีผลกระทบทางจิตใจต่อเยาวชน หรือส่งเสริมพฤติกรรมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม

          รัฐบาลจีนยังใช้อำนาจอันเข้มงวดในการกำกับดูแลสื่อเป็นกลไกหลักในการทำให้กลุ่ม LGBTQIAN+ หายไปจากพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้แพลตฟอร์มอย่าง Tencent  iQIYI และ Weibo ลบคลิป หรือแบนบัญชีของกลุ่มที่สนับสนุน LGBTQIAN+ รวมถึงการสั่งให้แพลตฟอร์มต่างๆ ห้ามแสดงภาพ “ชายแต่งหญิง” หรือพฤติกรรมออกสาว โดยอ้างว่าเป็นการต่อต้านภาพลักษณ์อ่อนแอและผิดเพศซึ่งขัดกับเป้าหมายของรัฐที่ต้องการสร้างเยาวชนชายให้เข้มแข็งเหมือนทหาร

          การควบคุมนี้ยังขยายไปถึงวงการบันเทิง โดยดาราชายที่มีภาพลักษณ์ไม่แมนหรือเรียกว่า “ไอดอลหน้าหวาน”  จะถูกกีดกันจากรายการทีวีหรืองานโฆษณา  นอกจากนี้รัฐบาลยังรณรงค์ให้ศิลปินหรือคนดังในจีนแสดงออกถึงความเป็นชายที่เหมาะสม โดยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริม “ชายชาติทหาร” ซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง ความกล้าหาญ และการเสียสละเพื่อชาติ

วิกฤติโครงสร้างประชากร

          สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลจีนเดินหน้าควบคุมกลุ่ม LGBTQIAN+ อย่างเข้มงวดก็คือ “วิกฤติโครงสร้างประชากร” ที่ประเทศกำลังเผชิญอย่างรุนแรง  จีนเคยมีประชากรมากที่สุดในโลก เคยมีกำลังแรงงานอย่างล้นเหลือจนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด  แต่จากข้อมูลของสำนักสถิติแห่งชาติจีน ปี 2023 พบว่า อัตราการเกิดของประชากรลดลงอยู่ที่เพียง 6.77 ต่อ 1,000 คน ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ

          รัฐบาลจีนที่เคยควบคุมการมีบุตรจำเป็นต้องหันมาส่งเสริมให้คนในชาติการแต่งงานและมีลูกอย่างจริงจังโดยเฉพาะชายหญิงในวัยทำงาน  โดยรัฐสนับสนุนเงินช่วยเหลือ ค่าเลี้ยงดูบุตร การให้สิทธิทางภาษี หรือแม้แต่การจัดหางานให้คนที่แต่งงานและมีบุตร  ดังนั้นกลุ่มชายรักชายหรือหญิงรักหญิงที่ไม่สามารถมีบุตรได้ตามธรรมชาติจึงถูกมองว่าไม่เอื้อต่อยุทธศาสตร์ประชากรของชาติ

          ที่สำคัญกว่านั้นคือ ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ของจีน มีแนวโน้มไม่อยากมีลูกและไม่อยากแต่งงานมากขึ้น  พวกเขาเลือกที่จะเลี้ยงแมวหรือสุนัขแทนลูก  มุ่งสร้างชีวิตแบบปัจเจกนิยมมากกว่าครอบครัวนิยม สิ่ งนี้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามทางวัฒนธรรมและประชากร โดยรัฐมองว่าหากปล่อยให้วัฒนธรรม LGBTQIAN+ แพร่หลาย จะยิ่งทำให้อัตราเกิดลดลงเร็วยิ่งขึ้น

กลุ่มสีรุ้งที่ถูกทำให้เงียบ

          แม้ว่าการแสดงออกของกลุ่ม LGBTQIAN+ในจีนจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวในรูปแบบใต้ดิน เช่น การจัดกิจกรรม Pride อย่างลับๆ การรวมกลุ่มกันในโซเชียลมีเดียที่ยังไม่ถูกแบน และการทำวิจัยหรือเผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพและสิทธิของ LGBTQIAN+ ในระดับท้องถิ่น  อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่รัฐบาลควบคุมสื่อและประชาสังคมอย่างเข้มงวด ทำให้เสียงของกลุ่มหลากหลายทางเพศในจีนถูก ทำให้เงียบอย่างเป็นระบบตามวิธีการของจีน

          ปี 2021 รัฐบาลได้สั่งปิดองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ให้บริการด้านสิทธิเพศและสุขภาพทางเพศหลายแห่ง เช่น Beijing LGBT Center ที่เคยเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษาและสนับสนุนกลุ่ม LGBTQIAN+ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ารัฐใช้กลไกการเยี่ยมเยียนถึงบ้านกับนักกิจกรรมLGBTQIAN+ เพื่อกดดันให้หยุดการเคลื่อนไหว  หรือผลักดันออกจากพื้นที่

สิทธิเสรีภาพกับเสถียรภาพของชาติ

          ท่าทีของจีนต่อกลุ่มรักเพศเดียวกันได้รับการวิพากษ์จากนานาชาติว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน  หลายองค์กรสิทธิมนุษยชน เช่น Human Rights Watch และ Amnesty International ได้ออกแถลงการณ์วิจารณ์การควบคุมเนื้อหา LGBTQIAN+ ของจีนว่าเป็นการเซ็นเซอร์ที่ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพทางเพศ   แต่จีนก็คือจีนไม่สนโนแคร์  รัฐบาลจีนยังคงยืนหยัดในนโยบายของตนด้วยเหตุผลว่าเป็นการปกป้องค่านิยมของสังคมจีนและ “รักษาเสถียรภาพของชาติ”

          สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนสะท้อนความขัดแย้งระหว่างแนวคิดสิทธิส่วนบุคคลกับเป้าหมายรัฐอย่างชัดเจน  หากเอาไปเทียบกับโลกตะวันตกหรือบางชาติในโลกตะวันออกที่เปิดรับความหลากหลายทางเพศ  เพราะรัฐบาลจีนมีความชัดเจนในการควบคุมระเบียบสังคม  ชัดเจนในการรักษาอัตลักษณ์ของจีน  ส่งเสริมอุดมการณ์ครอบครัวแบบดั้งเดิมเพื่อแก้ไขวิกฤติโครงสร้างประชากรของประเทศ 

*****************

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ