สำนักข่าวบางกอกทูเดย์

จากบ้านเอื้ออาทร ถึงบ้านเพื่อคนไทย เชื้อบรรลัยยังไม่สิ้น

 จากบ้านเอื้ออาทร ถึงบ้านเพื่อคนไทย เชื้อบรรลัยยังไม่สิ้น

          จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 20 มกราคม 2568 แต่ถูกเลื่อนเร็วขึ้นเป็นวันที่ 17 มกราคม 2568  เพื่อให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคิ๊กออฟโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” ที่อยู่อาศัยราคาประหยัดเพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี

          บ้านเพื่อคนไทยเป็นโครงการที่รัฐบาลแพทองธารโดยกระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยบริษัทลูก บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด(SRTA) ดำเนินการก่อสร้างบ้าน 100,000 หน่วยบนที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งว่ากันว่ากำที่ดินแปลงงามเอาไว้กว่า 3.3 หมื่นไร่ทั่วประเทศ 

          โครงการนำร่อง 4 ทำเลที่รัฐบาลบอกว่าจะทำบ้านดีราคาถูกมาช่วยคนจน ได้แก่ 1.บริเวณ กม.11 ใกล้สำนักงานใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) บนเนื้อที่ 15 ไร่ ซอยวิภาวดี 11 เป็นคอนโดมิเนียม ขนาดเริ่มต้น 30 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้น 1.76 ล้านบาท  2.บริเวณตลาดศาลาน้ำร้อน สถานีธนบุรี บนเนื้อที่ 23 ไร่  3. ที่ดินบริเวณสถานีรถไฟเชียงราก ใกล้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ บนเนื้อที่ 18 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียม 1,795 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.34 ล้านบาท  4.บริเวณตรงข้ามสถานีรถไฟเชียงใหม่ ถนนเจริญเมือง บนเนื้อที่ 7 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียม 720 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท 

          แผนงานก่อสร้างและส่งมอบบ้านเพื่อคนไทยที่รัฐบาลกำหนดไว้  จะเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568  จะส่งมอบโครงการนำร่องชุดแรกในเดือนธันวาคม 2568 จำนวน 154 หน่วย   รุ่นต่อไปเดือนมิถุนายน 2569  จำนวน 4,256 หน่วย   เดือนธันวาคม 2569 ส่งมอบ 56,000 หน่วย และภายในปี 2570 จะส่งมอบอีก 39,590 หน่วย รวมทั้งสิ้น 100,000 หน่วย

          จุดขายของโครงการบ้านเพื่อคนไทยคือ “ผ่อนถูกไม่ต้องดาวน์”  กำหนดค่างวดผ่อนเดือนละแค่ 4,000 บาท ระยะเวลาผ่อน 30 -50ปี แต่ได้ครอบครองสิทธิอยู่อาศัย 99 ปี   เงื่อนไขอยู่ที่คุณสมบัติผู้ที่จะซื้อได้ 1.ต้องเป็นคนไทย บรรลุนิติภาวะ มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 50,000 บาท  2.ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์บ้านที่อยู่อาศัยมาก่อน 3.ไม่มีประวัติติดค้างอยู่ในเครดิตบูโร

เพื่อคนไทยหรือเพื่อเก็งกำไร

          รัฐบาลบอกว่าเป็นโครงการที่ดีทำเพื่อประชาชน  แต่ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย  หนึ่งในนักวิชาการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ติดตามเก็บข้อมูลด้านที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องได้ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านผ่านทางเฟซบุ๊กด้วยเหตุผล 3 ข้อ

         1.อุปทานล้นตลาด  เพราะปัจจุบันมีห้องชุดภาคเอกชนรอขายจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลยังมีที่อยู่อาศัยรอขายในมือผู้ประกอบการถึง 234,628 หน่วย ในจำนวนนี้มีราคาตํ่ากว่า 3 ล้านบาทต่อหน่วยมากถึง 114,417 หน่วยทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และห้องชุด   คาดว่ายังมีห้องชุดมือสองในพื้นที่รอบๆบางซื่อก.ม.11 ที่ยังรอขายอีกนับหมื่นหน่วยมากกว่าที่ทางราชการคิดจะสร้างใหม่  ทางรัฐบาลจึงน่าจะหาทางสนับสนุนภาคเอกชนระบายสต็อกแทนที่จะมาสร้างแข่งกับภาคเอกชน

          2. ค่าเช่าที่ดินต่ำเกินจริง  ดร.โสภณตั้งข้อสังเกตว่า ค่าเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ใน 3 พื้นที่โครงการ รวมเพียง 100 ล้านบาท ถือว่าต่ำกว่าความเป็นจริงมาก โดยประเมินว่า หากคิดตามราคาตลาด ควรมีมูลค่าสูงถึง 2,040 ล้านบาท หากเช่า 30 ปี ควรได้ค่าเช่าอย่างน้อย 612 ล้านบาท และหากเช่า 99 ปี ควรได้ถึง 1,632 ล้านบาท

          3. ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน  โดยดร.โสภณวิเคราะห์ว่า การขายบ้านเพื่อคนไทยในราคาต่ำกว่าทุน เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ซื้อ จำนวน 1,232 หน่วย แต่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนส่วนรวม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ

ย้อนอดีตบ้านเอื้ออาทร       

          การผุดโครงการบ้านเพื่อคนไทยในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ย่อมทำให้คนไทยต้องคิดถึงโครงการ “บ้านเอื้ออาทร”ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำที่สร้างความจดจำแก่คนทั้งประเทศกับพฤติกรรมของนักการเมืองที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากสิ่งที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชน

          แผนสร้างบ้านเอื้ออาทร 600,000 หน่วยจากโครงการบ้านล้านหลัง ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2546 แต่ลงท้ายกลายเป็นบ้านเอื้อนายทุนเมื่อเกิดการร้องเรียนและตรวจสอบพบว่ามีการ “ชักหัวคิว” มีการทุจริตเรียกรับสินบน จัดซื้อที่ดินแพงเกินจริง และมีการฟอกเงินเพื่อส่งส่วยให้นักการเมืองที่คุมโครงการ  

          ปี 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ได้ตัดสินลงโทษนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่รับผิดชอบโครงการบ้านเอื้ออาทร ยืนจำคุก 99 ปี แต่รับโทษจริงคงจำคุก 50 ปี พร้อมสั่งริบทรัพย์ 89 ล้านบาท  โดยพรรคพวกและบริวารของนายวัฒนานับสิบคนต่างก็ได้รับโทษจำคุกไปด้วยตั้งแต่ 4 ปี 

          แต่คุกมีเอาไว้ขังคนจน  มีข้อน่าสังเกตว่า นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” อดีตนักธุรกิจผู้กว้างขวางที่ถูกศาลสั่งจำคุก 48 ปีในคดีขายข้าวจีทูจี  และถูกพิพากษาจำคุกอีก 50 ปีในคดีบ้านเอื้ออาทร รวมเป็นโทษจำคุก 98 ปีนั้น  หลังติดคุกไม่ถึง 7 ปีในคดีขายข้าวจีทูจี วันนี้เสี่ยเปี๋ยงในฐานะนักโทษชั้นดีอายุเกิน 70 ปี ป่วยด้วยโรคร้ายแรงได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษออกจากคุกไปนอนกระดิกเท้าอยู่ที่บ้านแล้วโดยไม่มีการพูดถึงโทษจำคุกในคดีบ้านเอื้ออาทรเลย 

บทเรียนที่ต้องจดจำ

          โครงการบ้านเอื้ออาทรนอกจากจะทุจริตแล้วยังผิดพลาดในการบริหารจัดการ  จากที่โฆษณาชวนเชื่อเอาไว้ 600,000 หน่วย  แต่มีการก่อสร้างประมาณ 200,000 หน่วย ในจำนวนนี้มีการซื้อจริง และขอสินเชื่อผ่านได้แค่ประมาณ 100,000 หน่วย ทำให้มี “ต้นทุนจม” จากโครงการสร้างค้างคากลายเป็นบ้านร้างทิ้งเป็นอนุสรณ์แห่งความอัปยศให้เห็นมากมายหลายจังหวัดโดยไม่มีการกล่าวถึงความรับผิดชอบที่รัฐต้องเสียหาย

          มาวันนี้โครงการบ้านเพื่อคนไทยที่มีการวางแผนว่าจะมีการขยายจำนวนยูนิตให้มากถึง 100,000 หน่วยภายในปี 2570  ซึ่งแม้ว่าจะแก้ไขจุดอ่อนในอดีตโดยกำหนดทำเลที่เจริญ  สะดวกต่อการเดินทาง  สร้างจำนวนน้อยกว่าตอนที่ทำบ้านเอื้ออาทร  แต่ 100,000 หน่วย ก็ถือว่ามากเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาต่อเนื่องมายาวนาน  

          โครงการบ้านเพื่อคนไทยไม่มีเงินดาวน์ การรถไฟฯซึ่งขาดทุนสะสมอยู่ 200,000 ล้านบาท ก็ไม่ได้บอกว่าบริษัทลูก SRTA จะเอาเงินจากไหนมาลงทุน   แค่เริ่มต้นก็ถลุงงบ 166 ล้านบาทว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อทำการศึกษาออกแบบ  ประชาชนคิดหรือว่าโครงการบ้านเพื่อคนไทยยุคนี้จะไม่มีการทุจริตเหมือนบ้านเอื้ออาทร

samanyavee

https://bangkok-today.com

น่าสนใจสำครับคุณ