จาก “รักษาแม่” สู่ธุรกิจสมุนไพรไทย “กัญญ์ เฮิร์บ” ปั้นนวัตกรรมนาโน รุกตลาดสุขภาพ–ปักหมุดโกอินเตอร์
“กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี” เปลี่ยน Pain Point ในครอบครัวเป็น Startup สุขภาพ พัฒนาไพล–ขมิ้นชันด้วยเทคโนโลยีนาโน ล่าสุดปี 2569 ขึ้นทะเบียน “ยาสเปรย์บรรเทาปวดเมื่อย ตรากัญญ์” พร้อมวางเกม B2B–B2G ก่อนขยายจีน–ฮ่องกง
จากวันที่ต้องเผชิญกับอาการป่วยของคุณแม่ สู่การตั้งคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนที่เรารักมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางธุรกิจของ กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี หรือ “พี่หนู” เจ้าของบริษัท กัญญ์ เฮิร์บ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เปลี่ยนความตั้งใจเล็ก ๆ ในครอบครัวให้เติบโตเป็นธุรกิจสุขภาพและความงามที่นำสมุนไพรไทยมาผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่ของเธอป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke และมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงซีกขวา ต้องใช้ไม้เท้าและรถเข็นในการดำเนินชีวิต
แทนที่จะหยุดอยู่เพียงการดูแลตามปกติ กัญญ์ภัสสร์เริ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ก่อนพบข้อมูลเกี่ยวกับ “นาโนเทคโนโลยี” และนำไปสู่การขอคำปรึกษาจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมถึงการเชื่อมโยงกับนักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ
จากวันนั้น จึงเกิดแนวคิดนำ “ไพล” และ “ขมิ้นชัน” ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน มาพัฒนาร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อยและความไม่สบายของกล้ามเนื้อ
จากสมุนไพรพื้นบ้าน สู่ Nano Technology
หนึ่งในโจทย์สำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือทำอย่างไรให้สมุนไพรไทยใช้งานได้สะดวกขึ้น และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
กัญญ์ภัสสร์จึงเลือกพัฒนาสูตรโดยใช้เทคนิค Nano Encapsulation เพื่อช่วยในการนำส่งและปลดปล่อยสารสำคัญจากสมุนไพรบริเวณผิว พร้อมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานง่าย ลดปัญหาสีของสมุนไพรที่อาจติดเสื้อผ้า ซึ่งเป็นหนึ่งใน Pain Point ของผลิตภัณฑ์สมุนไพรแบบดั้งเดิม
จากผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่เกิดขึ้นเพื่อคนในครอบครัว ค่อย ๆ ถูกต่อยอดไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ “กัญญ์ ” (Kann )
กัญญ์ภัสสร์เล่าว่า หลังจากให้คุณแม่ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบร่วมกับการดูแลสุขภาพเป็นเวลาหลายเดือน คุณแม่มีพัฒนาการด้านการใช้ชีวิตดีขึ้น จนเป็นผู้สนับสนุนให้เธอลองนำผลิตภัณฑ์ไปต่อยอดเพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาสใช้งานด้วย
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล ไม่ควรตีความว่าผลิตภัณฑ์สามารถใช้รักษาโรคหลอดเลือดสมองหรือทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้
ปี 2569 ขยับจาก Startup สู่ “ยา” ที่ขึ้นทะเบียน
ในปี 2569 เมื่อบริษัทสามารถดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร เชิงทางการแพทย์ ขึ้นทะเบียนยา G 255/67 ยาสเปรย์บรรเทาอาการปวดเมื่อย ตรากัญญ์ ซึ่งเป็นการพัฒนางานวิจัยเดิมสำหรับกลุ่มผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อ รุนแรง อาการปวดฉลับพัน และอาการปวดเรื้อรัง ซึ่งได้ทำวิจัยเชิงทางการแพทย์ โดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพ เภสัชกร และผู้เชี่ยวชาญด้านเฉพาะทาง ได้นำไปทดสอบกับผู้ป่วย ผลออกมาตรงตามเป้าหมายตามสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวด และได้ทดสอบความเป็นพิษในระเซลล์ ซึ่งได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA งบประมาณปี 2568 ถือเป็นการยกระดับจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินการตามกรอบกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่อยอดงานวิจัย โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีอาการปวดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น Office Syndrome ผู้สูงอายุที่มีปัญหาปวดข้อและกล้ามเนื้อ รวมถึงกลุ่มผู้ที่ต้องใช้ร่างกายในท่าซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
สำหรับปัญหา Office Syndrome กัญญ์ภัสสร์มองว่า “ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวด” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแล เพราะต้นเหตุสำคัญยังมาจากพฤติกรรม เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ใช้โทรศัพท์มือถือซ้ำ ๆ ความเครียด หรือการทำงานในท่าเดิมต่อเนื่อง
ดังนั้น การปรับพฤติกรรม การพัก การยืดเหยียด และการออกกำลังกายจึงยังเป็นองค์ประกอบสำคัญควบคู่กัน
จากโปรแกรมเมอร์ สู่เจ้าของธุรกิจสุขภาพ
อีกมุมที่น่าสนใจของเส้นทางนี้ คือกัญญ์ภัสสร์ไม่ได้เริ่มต้นจากสายแพทย์หรือธุรกิจสุขภาพ แต่มีพื้นฐานเป็น โปรแกรมเมอร์สายไอที
เธอยอมรับว่าในช่วงเริ่มต้นแทบไม่มีความรู้ด้านการทำธุรกิจ ทั้งเรื่องเงินทุน โรงงาน กฎหมาย มาตรฐานสินค้า และการตลาด จึงใช้วิธี “เรียนรู้ไปพร้อมกับการสร้างธุรกิจ” ผ่านโครงการอบรมและคำปรึกษาจากหลายหน่วยงาน
ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA และ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) TILSNA หรือ TCELS เพื่อมุ่งเป้าสู่ตลาดทุนต่อไป และที่สำคัญด้านการเงินได้รับการส่งเสริมจากสินเชื่อ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank และยังได้ความรู้ด้านการเงินด้วยเช่นกัน
บริษัทใช้เวลาค่อย ๆ สร้างระบบตั้งแต่การวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ โรงงาน มาตรฐานการผลิต ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านการค้า
หนึ่งในก้าวสำคัญ คือการเข้ารับคำปรึกษาในการพัฒนา SMEs ตามระบบมาตรฐานฮาลาล และนำองค์ความรู้มาปรับปรุงพื้นที่และระบบการผลิตของบริษัทให้มีมาตรฐานมากขึ้น
ใช้ AI วางกลยุทธ์–ใช้ IP ป้องกันนวัตกรรม
นอกจากเทคโนโลยีนาโนแล้ว กัญญ์ เฮิร์บ ยังเริ่มนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการวางกลยุทธ์ธุรกิจ เช่น การจัดทำ Business Model Canvas (BMC) การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า และการวางแผนตลาด
ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยเลือกใช้ทั้ง สิทธิบัตร (IP) และ ความลับทางการค้า (Trade Secret) เพื่อปกป้ององค์ความรู้ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะขั้นตอนก่อนเข้าสู่กระบวนการนาโน
นี่เป็นอีกมุมหนึ่งของการแข่งขันในตลาดสมุนไพรยุคใหม่ ที่ไม่ได้แข่งขันเฉพาะ “สูตรสินค้า” แต่ต้องแข่งขันด้วย งานวิจัย เทคโนโลยี มาตรฐาน และทรัพย์สินทางปัญญา
3 ปีรุก B2B–B2G ลดค่าโฆษณา สร้างตลาดจากระบบสุขภาพ
ในแผนธุรกิจระยะ 3 ปี กัญญ์ เฮิร์บ วางหมากให้ความสำคัญกับตลาด B2B และ B2G มากขึ้น โดยต้องการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางของโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ
แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการมองว่า สำหรับ SMEs ที่มีงบประมาณจำกัด การแข่งขันด้วยค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่เส้นทางที่ยั่งยืน
หากผลิตภัณฑ์สามารถเข้าสู่ระบบจัดซื้อของภาครัฐได้ จะช่วยเพิ่มทั้งการเข้าถึงผู้บริโภค ความน่าเชื่อถือ และโอกาสขยายตลาดในระยะยาว
5 ปีมองจีน–ฮ่องกง ปูทางสมุนไพรไทยสู่ต่างประเทศ
เป้าหมายระยะ 5 ปี คือการนำแบรนด์ออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมอง จีนและฮ่องกง เป็นตลาดสำคัญในระยะแรก
บริษัทระบุว่าได้ดำเนินการจดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนแล้ว และอยู่ระหว่างมองหาพาร์ตเนอร์และ Trader เพื่อสร้างช่องทางการทำตลาด
จุดแข็งที่บริษัทต้องการนำไปแข่งขัน คือภาพลักษณ์ของ “สมุนไพรไทย + งานวิจัย + นวัตกรรม” แทนการขายสมุนไพรด้วยเรื่องราวแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว
ฝากรัฐเปิด “ทางด่วน” ให้ Startup ไทยเข้าสู่ตลาดภาครัฐ
กัญญ์ภัสสร์ยังเสนอว่า สิ่งที่ Startup และ SMEs ด้านนวัตกรรมต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เพียงเงินทุน แต่คือ “โอกาสเข้าสู่ตลาด”
เธออยากเห็นหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะภาคสาธารณสุข มีช่องทางหรือกลไกที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์จาก Startup ไทยซึ่งผ่านการขึ้นทะเบียนและมีหลักฐานทางวิชาการที่เหมาะสม สามารถเข้าถึงระบบจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลและหน่วยงานภาครัฐได้ง่ายขึ้น ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าที่ชัดเจน
“สำหรับ SMEs ตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น ความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างมาก เราอาจใช้เวลาสร้างธุรกิจนานกว่าคนอื่น แต่สุดท้ายก็สามารถสร้างความพร้อมและเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง”
จาก Startup ที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจอยากช่วยคนในครอบครัว วันนี้ กัญญ์ เฮิร์บ กำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงของธุรกิจ จากการมี “สินค้า” ไปสู่การสร้าง นวัตกรรม งานวิจัย ตลาด และแบรนด์ ที่หวังนำสมุนไพรไทยไปแข่งขันในเวทีที่ใหญ่ขึ้น
เรื่องราวของ “กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี” จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของผลิตภัณฑ์บรรเทาปวด แต่เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่นำ Pain Point ของชีวิตจริง มาเปลี่ยนเป็น Business Opportunity ก่อนต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจของตัวเองตามกฎกติกา ยึดมั่นความซื่อสัตย์ สัจจะ ความถูกต้อง ต่อผู้บริโภค และคู่ค้า อย่างคงเช่นเดิมตลอดมา
บริษัท กัญญ์ เฮิร์บ (ประเทศไทย) จำกัด
184 หมู่ 5 ต.สันทราย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
โทร. 081 70266121 , 0872419144
เว็บไซต์: https://kannherbs.com/
Facebook: https://www.facebook.com/KANNSHOP/
https://www.facebook.com/kannherbs/
