ข้อตกลงยุติสงคราม แค่ซ่อนความขัดแย้ง
สหรัฐอเมริกาเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเพราะเชื่อข้อมูลจากอิสราเอลว่ารู้พิกัดซ่อนตัวของผู้นำอิหร่าน แค่ยิงขีปนาวุธใส่ไม่กี่ลูกก็สามารถกำจัดแกนนำได้ สามารถปลุกการปฏิวัติจากภายในอิหร่านเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองเดิมได้และจะจบสงครามได้ในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ทฤษฎีสมคมคิดนั้นไม่ง่ายเมื่อลงมือปฏิบัติ เพราะอิหร่านนั้นเตรียมตัวมาดียาวนาน4ทศวรรษสำหรับการทำศึกกับภายนอก ยิ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯแสดงความฮึกเหิมในช่วงแรกประกาศจะล้างอารยธรรมอิหร่าน ก็ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟในใจให้กองทัพอิหร่านยอมสู้อย่างถวายหัวทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีวันชนะสองกองทัพที่สุมหัว แต่ก็สามารถตอบโต้ตีกลับสร้างความเสียหายให้กับศัตรู ทำให้สงครามมีความยืดเยื้อกว่าซึ่งหมายถึงการเพิ่มต้นทุนแก่เศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯและอิสราเอล
ในทางประวัติศาสตร์ อิหร่านเป็นประเทศที่มีประสบการณ์การรับมือกับแรงกดดันจากภายนอกมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สงครามอิหร่าน-อิรักในทศวรรษ 1980 การถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก รวมถึงการลอบสังหารบุคคลสำคัญทางทหารและวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ความกดดันเหล่านี้กลับสร้างวัฒนธรรมแห่งการพึ่งพาตนเองและทำให้สังคมอิหร่านพัฒนาเครือข่ายป้องกันประเทศที่เข้มแข็ง ดังนั้นแนวคิดที่ว่าการโจมตีทางทหารเพียงระยะสั้นจะสามารถทำให้รัฐบาลเตหะรานล่มสลายได้ จึงอาจเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ตื้นเขินเกินไป
เมื่อต้องรบแบบไม่รู้จบ สุดท้ายทรัมป์ผู้ทำตัวใหญ่คับโลกต้องยอมรับว่าไม่มีประโยชน์ที่จะรบต่อไป เพราะไม่อาจเข้าครอบครองทรัพยากรของอิหร่านได้อย่างที่หวัง ไม่ได้ทั้งน้ำมัน ไม่ได้ยูเรเนียม ไม่ได้ช่องแคมฮอร์มุซ แถมยังเจอแรงกดดันจากการเมืองภายในสหรัฐฯเองกับการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามา ทำให้ต้องหาทางลงจากอิหร่านด้วยการเร่งทำข้อตกลงยุติสงคราม
ตอนแรกออกข่าวใหญ่โตว่านัดจะลงนามกันที่กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2026 แต่สไตล์ทรัมป์ชอบแหกกฎเล่นใหญ่โชว์พราว รื้อกำหนดการเดิมรีบลงนามอิเล็กทรอนิกส์กลางโต๊ะอาหารมื้อค่ำของสมาชิก G7 ที่พระราชวังแวร์ซาย กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อ 18 มิถุนายน ให้เหล่าผู้นำโลกชาติพันธมิตรเห็นว่า “ข้าเป็นผู้ยุติสงครามแล้วนะ”
ข้อตกลง 14 ข้อ มีอะไรบ้าง เช่น ยุติการปฏิบัติการทางทหารอย่างถาวรทุกแนวรบ(รวมถึงเลบานอน) การเคารพไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ขยายกรอบเวลาการหยุดยิงเพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล เปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯและพันธมิตรในภูมิภาคระดมทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน ยุติมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน อิหร่านไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และจัดการยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ แก้ปัญหาเงินทุนและทรัพย์สินของอิหร่านที่สหรัฐฯเคยยึดอายัดไว้ ฯลฯ
หากพิจารณาเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ อิหร่านอาจเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากข้อตกลงครั้งนี้ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และพันธมิตรได้จำกัดความสามารถในการส่งออกน้ำมัน การเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เมื่อมีการยกเลิกข้อจำกัดเหล่านี้จะเปิดประตูให้เศรษฐกิจอิหร่านกลับเข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์(ประมาณ 10 ล้านล้านบาท) รวมถึงการคืนทรัพย์สินและเงินทุนที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นเม็ดเงินมหาศาลสำหรับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ระบบพลังงาน การคมนาคม และภาคอุตสาหกรรมของอิหร่าน
หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จริง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อิหร่านจะได้รับถือว่ามหาศาล ประเทศที่ถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลกมาหลายปีจะสามารถกลับเข้าสู่ตลาดพลังงานโลกอีกครั้ง การส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เงินลงทุนจากต่างประเทศจะเริ่มไหลกลับเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี
เศรษฐกิจอิหร่านมีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนคิด ประเทศแห่งนี้มีทรัพยากรพลังงานติดอันดับต้นๆ ของโลก มีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก และมีระบบการศึกษาที่สามารถผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาหลักของอิหร่านในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ใช่การขาดศักยภาพ แต่เป็นการถูกจำกัดโอกาสจากมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของอิหร่านจะไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน สงครามได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ระบบพลังงาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีกองทุนฟื้นฟูมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่การเปลี่ยนเม็ดเงินเหล่านั้นให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยการปฏิรูปภายในประเทศ การสร้างความโปร่งใส และการลดอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่ฝังรากอยู่ในระบบเศรษฐกิจอิหร่านมานาน
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือบทบาทของ“อิสราเอล”ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเบนจามิน เนทันยาฮู เพราะแม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะลงนามในข้อตกลงแล้ว แต่อิสราเอลไม่ได้เป็นภาคีของข้อตกลงดังกล่าว นี่คือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการสันติภาพครั้งนี้
รัฐบาลเยรูซาเลมมองโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในระดับที่ไม่อาจยอมรับได้มาโดยตลอด สำหรับอิสราเอลการมีอยู่ของอิหร่านที่เข้มแข็งและมีอิทธิพลในภูมิภาคคือความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง ดังนั้นแม้สหรัฐฯจะเห็นว่าถึงเวลาต้องยุติสงคราม แต่อิสราเอลไม่ได้มีมุมมองเดียวกัน
ในสายตาของผู้นำอิสราเอล การหยุดยิงอาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่อิหร่านใช้ฟื้นฟูศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารก่อนกลับมาเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่าเดิมในอนาคต ความกังวลนี้ทำให้อิสราเอลมีแรงจูงใจที่จะคงมาตรการกดดันหรือแม้กระทั่งดำเนินปฏิบัติการทางทหารในรูปแบบต่างๆ ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการข่าวกรอง การโจมตีทางไซเบอร์ หรือการโจมตีเฉพาะจุดต่อบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์
ความจริงแล้วความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่อง “อาวุธนิวเคลียร์” แต่เป็นการแข่งขันเพื่ออิทธิพลในตะวันออกกลาง อิหร่านสนับสนุนกลุ่มและเครือข่ายทางการเมืองหลายแห่งในภูมิภาค ขณะที่อิสราเอลพยายามสร้างแนวร่วมด้านความมั่นคงกับประเทศอาหรับจำนวนหนึ่ง ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างลักษณะนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยข้อตกลงหยุดยิงเพียงฉบับเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านฉบับนี้ย่อมไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เป็นเพียงการปิดฉากหนึ่งของวิกฤติ เพื่อเปิดฉากใหม่ของการแข่งขันทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่ซับซ้อนกว่าเดิม สันติภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงอาจเป็นเพียงสะพานเชื่อมระหว่างสงครามสองยุค มากกว่าจะเป็นจุดจบของความขัดแย้งอย่างแท้จริง
เพราะในตะวันออกกลาง ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การหยุดยิงไม่เคยหมายถึงการสิ้นสุดของสงคราม หากเพียงหมายถึงช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายกำลังเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไปเท่านั้น /-
